เทวฤทธิ์ มณีฉาย ENFJ เล่นกีฬาเป็นเป็ดทุกชนิด ฯลฯ บล็อกรวมงาน bustewarit.blogspot.com/

แก้ พ.ร.บ.ต้องตั้งจากการมีส่วนร่วม . เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษก กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา เห็นว่า ในกรรมาธิการฯ มีประเด็นอย่างน้อย 2 ประเด็นที่อยากจะข้อสังเกต โดยอยากย้ำว่า ทุกครั้งที่รายงานไทยพีบีเอสเข้ามา ตนน่าจะเป็นคนจองกฐินไทยพีบีเอสมาโดยตลอด เพราะว่าก่อนหน้านี้เราวิพากษ์วิจารณ์สื่อมวลชนกันเอง ตรวจสอบกันเองเพราะเราคาดหวังกับไทยพีบีเอส ที่จะทำงานที่จะเป็นเสาหลักสำคัญซึ่งมีทั้งสมหวังบ้าง และมีทั้งผิดหวังบ้างหลายครั้ง โดยเฉพาะในห้วงเวลาของความขัดแย้งทางการเมือง ก็มีคำถามมาโดยตลอดกับไทยพีบีเอส ในเรื่องของการทำงานว่าเนื้อหาโอนเอียงไปทางฟากฝั่งใดฟากหนึ่งหรือเปล่า “ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตั้งคำถามได้ หรือแม้กระทั่งหลายคนเองในวงการสื่อเอง ก็พูดกันว่า คนที่เป็นระดับท็อปหรือระดับดารานำที่ไปทำงานอยู่ไทยพีบีเอส กับคนที่ทำงานอยู่ไทยพีบีเอสมานาน บางคนยังไม่ได้รับการบรรจุเลย ก็มีบางคนเป็นลูกจ้าง ที่ไม่ได้เป็นแครลูกจ้างแบบชั่วคราว หรือรูปแบบที่หลากหลาย เป็นเรื่องที่ต้องปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงแต่กระบวนการปฏิรูปนั้นจะต้องมีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม” สว.เทวฤทธิ์ ย้ำว่า ร่าง พร.บ.นี้เป็นร่างของพรรคภูมิใจไทย ที่มีสิทธิ์จะเสนอแต่ว่าควรจะมีร่างที่จะแก้ไขต้องตั้งต้นจากคนที่อยู่ในชุมชนเพราะว่าไทยพีบีเอสเองไม่ใช่แค่เป็นองค์กรสื่อเท่านั้น ยังทำงานกับภาคประชาสังคมทำงานกับเครือข่าย แม้กระทั่งสภาผู้ชมผู้ฟังเหล่านี้ ต้องมีส่วนร่วม “ผมคิดว่าเรื่องการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องหัวใจสำคัญของการก่อร่างสร้างไทยพีบีเอส และสร้างสื่อนี้ขึ้นมามันมีเนื้อนาบุญมันมีบริบทที่แตกต่างกันไปเราไม่ได้บอกว่าสื่อนั้นดีสื่อโน้นดีดีกว่าใครแต่ว่าสื่อควรจะมีความหลากหลายตามบริบทตามที่ของมันและคนที่จะได้ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดก็คือผู้บริโภคในสื่อนั้น ๆ จะได้ข้อมูลที่หลากหลายอีกประการสำคัญมีการอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลัง ภาครัฐปี 2561 ก็เป็นเรื่องที่น่าตั้งข้อสังเกตว่าร่างนี้ไม่ได้ออกโดยกระทรวงการคลังแต่ว่าเป็นร่างที่ออกโดยภาคการเมืองต้องดูด้วยว่าทั้ง 4 ร่างที่ออกมาก็เช่นเดียวกันก็เป็น Package ออกมาก็เป็นคำถามว่าถ้าหากอ้างอิงตามพรบ.วินัยการเงินกันคลังภาครัฐ ปี 61 ดังนั้นควรจะเป็น กระทรวงที่เป็นเจ้าภาพหลักหรือเปล่า ทำไมเป็นพรรคการเมืองที่เป็นเจ้าภาพหลักแน่นอนว่าเขามีอำนาจ มีสิทธิ์ในการเสนอได้แต่ว่าควรจะตั้งคำถามว่ามันเป็นวาระจริง ๆ ต้องการที่จะปฏิรูปไทยพีบีเอสให้ตอบโจทย์ให้เป็นสื่อที่เป็นสื่อสาธารณะจริง ๆ หรือมีวาระการเมืองซ่อนเร้น ผมคิดว่าอันนี้มันเป็นพิรุธหรือเป็นข้อสังเกตที่ตั้งข้อสังเกตได้” theactive.thaipbs.or.th/news…
1
9
20
554
เช้านี้ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ลงทะเบียนรับเงินเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอพ 'ทางรัฐ' ได้แล้ว
4
369
ครม.เห็นชอบเพิ่ม 'สมุทรสงคราม' เป็นพื้นที่จ่ายเงินช่วยผู้ประสบอุทกภัย ขณะที่แอพทางรัฐ 'อัมพวา' ยังระบุไม่อยู่ในขอบเขตช่วยเหลือ วันนี้ (6 ต.ค.69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเพิ่มเติม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพื้นที่เป้าหมายในการรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 เพิ่มเติม เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยให้เบิกจ่ายจากกรอบวงเงินงบกลางที่ได้รับการอนุมัติไว้แล้วก่อนหน้านี้ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ การพิจารณาเพิ่มพื้นที่ดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักสะสม ประกอบกับมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลองในปริมาณมาก ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างหนัก จากรายงานเบื้องต้นของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 พบว่าในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้สูงถึง 22,357 ครัวเรือน สรุปเงื่อนไขสำคัญในการรับเงินช่วยเหลือ: ช่วงเวลาเกิดภัย: ต้องเป็นผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตให้ความช่วยเหลือฯ จากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่าง วันที่ 15 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 เท่านั้น งบประมาณ: ใช้จากกรอบวงเงินเดิม (งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น) ที่ ครม. เคยมีมติอนุมัติไว้แล้วเมื่อวันที่ 25 ส.ค. และ 29 ก.ย. 2569 ก่อนหน้านี้ ครม. ได้อนุมัติพื้นที่จ่ายเงินช่วยเหลืออุทกภัยฤดูฝน ปี 2569 ไปแล้วรวม 65 จังหวัด และพื้นที่กรุงเทพมหานคร การเพิ่มเติมจังหวัดสมุทรสงครามในครั้งนี้ จึงเป็นการดำเนินการเพื่ออุดช่องโหว่ให้การช่วยเหลือครอบคลุม ทั่วถึง และเป็นธรรม โดยมุ่งหวังให้เงินเยียวยาดังกล่าวเป็นค่าดำรงชีพเบื้องต้น ที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด อย่างได้ก็ตามจากการตรวจสอบแอพ "ทางรัฐ" แม้ จ.สมุทรสงครามจะขึ้นอยู่ในจังหวัดที่เข้าเกณฑ์ตั้งแต่บ่ายวานนี้ (5 ต.ค.) แต่ยังจำกัดเฉพาะ อ.บางคนที ขณะที่ล่าสุด 16.50 น วันนี้ (6 ต.ค.) อ.อัมพวา ยังถูกระบุว่าไม่อยู่ในเขตการช่วยเหลือยู่ #น้ำท่วม2569
8
5
532
[เรียกร้องกระทรวงแรงงานและ กกต. ประกันสังคมเปิดให้ผู้ประกันตนย้ายคูหา - นับคะแนนที่หน่วย - ให้ประชาชนสังเกตการณ์] . วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) ผมได้ปรึกษาหารือความเดือนร้อนของผู้ประกันตน กรณีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) โดยขอให้กระทรวงแรงงานและคณะกรรมการที่รับผิดชอบการเลือกตั้งพิจารณาอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนสามารถเปลี่ยนคูหาและนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง รวมถึงสร้างความโปร่งใสและเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ . เนื่องจากมีการเลื่อนวันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจากเดิมวันที่ 27 กันยายนมาเป็นวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ซึ่งผู้ประกันตนจำนวนหนึ่งอาจวางแผนการเดินทางไปใช้สิทธิในวันเดิมไว้แล้ว แต่วันเลือกตั้งใหม่นี้อยู่ในช่วงวันหยุดยาว อาจจะมีบางคนต้องเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด หรือไม่สามารถไปใช้สิทธิ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ลงทะเบียนไว้เดิมได้ ผมจึงขอให้พิจารณาเปิดช่องให้ผู้ประกันตนสามารถเปลี่ยนคูหาที่จะใช้สิทธิ์ในการเลือกบอร์ดประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตน . อีกประการนึง คือ เรื่องของความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ผมทราบมาว่าการนับคะแนนการเลือกบอร์ดประกันสังคมจะเป็นการนับรวมบัตรในระดับจังหวัด ไม่ได้นับคะแนนที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง ดังนั้นผมขอให้พิจารณาให้มีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สังเกตการณ์ในการติดตามสอดส่องและสังเกตการณ์กระบวนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมด้วย . ท้ายที่สุดผมขอฝากเรียนไปยังกระทรวงแรงงานและคณะกรรมการที่รับผิดชอบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมให้พิจารณาทั้งการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกันตนและการสร้างการมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมด้วย #เลือกตั้งประกันสังคม69 #ประกันสังคม
11
13
420
[ขอ ครม. อนุมัติให้ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เข้าเกณฑ์รับเงินเยียวยาน้ำท่วม] . วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) ผมได้ปรึกษาหารือความเดือนร้อนของประชาชน เรื่อง ขอให้พิจารณาอนุมัติให้ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เข้าเกณฑ์รับเงินเยียวยาผู้ประสบภัยตามมติคณะรัฐมนตรี . เดิมผมตั้งใจจะหารือขอให้พื้นที่ จ.สมุทรสงครามเป็นพื้นที่เข้าเกณฑ์รับการเยียวยาจากเหตุอุทกภัย แต่เมื่อช่วงบ่ายวานนี้มีการเพิ่ม จ.สมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่ 61 แล้ว จากเดิม 60 จังหวัด . แต่เมื่อลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ผมกลับพบว่าใน จ.สมุทรสงครามยังไม่มีพื้นที่ อ.อัมพวา มีเฉพาะพื้นที่ อ.บางคนทีที่ได้รับเกณฑ์ในการประสบอุทกภัยและสามารถขอรับการเยียวยาได้ ทั้งนี้พื้นที่ อ.อัมพวาเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างยิ่งยวดเช่นเดียวกัน บางพื้นที่หนักหนาสาหัสมากกว่าปี 2539 ด้วยซ้ำ . ผมจึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรี ขอให้เร่งพิจารณาให้ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ได้รับการเยียวยาจากเหตุอุทกภัยด้วย และหากรัฐบาลจะปรับเกณฑ์ใหม่ในเรื่องโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติก็ขอให้ชี้แจงหรือสื่อสารไปยังประชาชนที่ยังกังวลใจในช่วงเวลานี้โดยเร็ว #สมุทรสงคราม #น้ำท่วม #อัมพวา
17
13
582
รำลึก 50 ปี 6 ตุลา กับพี่ลูกแบด 😅
21
33
3,681
#50ปี6ตุลา ลงชื่อลบล้างมรดก 6 ตุลา ผ่านร่วมลงชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ทางนี้ครับ decoup6octsins.com/ ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกดังกล่าวจะส่งผลให้โครงสร้างและอัตราโทษของกฎหมายหลายมาตรา ปรับลดลงกลับไปเป็นเหมือนช่วงก่อนปี 2519 โดยมีประเด็นสำคัญแยกตามฐานความผิด อย่างเช่น การปรับลดเพดานโทษและเอา "โทษขั้นต่ำ" ของมาตรา 112 ออก เนื่องจาดคำสั่งฉบับที่ 41 คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้มาตรา 112 มีโทษรุนแรงขึ้นมาก ร่างกฎหมายนี้จึงเสนอให้ย้อนกลับไปใช้บทลงโทษเดิม จากปัจจุบันจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี (มีโทษขั้นต่ำทำให้ศาลไม่สามารถลงโทษน้อยกว่า 3 ปีได้ และมักไม่ได้รับการประกันตัว) โดยหากร่างนี้ผ่าน โทษจะปรับลดลงเหลือ จำคุกไม่เกิน 7 ปี และไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ (เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลยพินิจลงโทษต่ำกว่า 3 ปี หรือรอลงอาญาได้ตามสัดส่วนความผิด) การลดโทษฐานความผิด "หมิ่น" ทั้งระบบ เพราะคำสั่งนี้ไม่ได้แก้แค่มาตรา 112 แต่ขยายโทษจำคุกในข้อหาดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทบุคคลและองค์กรอื่น ๆ ด้วย ร่างนี้จึงเสนอให้ลดโทษเหล่านี้ลงมา เช่น มาตรา 136 (ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน)ที่ปัจจุบันจำคุกไม่เกิน 1 ปี ร่างนี้เสนอให้กลับไปเป็นจำคุกไม่เกิน 6 เดือน มาตรา 138 (ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน)ปรับอัตราโทษให้ได้สัดส่วนและเป็นธรรมมากขึ้น มาตรา 198 (ดูหมิ่นศาล/ผู้พิพากษา) ปัจจุบันจำคุก 1-7 ปี เสนอให้ลดลงเหลือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท รวมทั้งมาตรา 326 และ 328 (หมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา / หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา): ปรับลดอัตราโทษจำคุกลงให้กลับไปเป็นอัตราโทษเดิมก่อนถูกแก้ไขโดยคณะรัฐประหาร
58
44
2,425
สถานการณ์นี้ ผมหวังว่าแรงงานในไทยพีบีเอส (ไม่ว่าจะถูกจ้างด้วยรูปแบบใด) จะรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นพัฒนาเป็นสหภาพแรงงานจริงจัง(แม้ยังไม่มีกฎหมายรับรอง) เพื่อปกป้องเสรีภาพสื่อ สวัสดิภาพ และสวัสดิการของคนทำงานสื่อด้วยกัน . ​ตอนนี้พวกคุณไม่เพียงแค่ถูกรัฐบาลจ้องเล่นงาน แต่ที่ผ่านมารูปแบบการจ้างงานปัจจุบันก็ใช่ว่าจะมั่นคงหรือมีอำนาจต่อรองจริงจัง บางคนยังไม่ได้รับการบรรจุด้วยซ้ำ . เสรีภาพสื่อมันไม่เพียงเสรีภาพการบริหารของผู้บริหาร แต่มันต้องรวมถึงอำนาจต่อรองของคนทำงานภายในองค์กรด้วย
61
51
1,164
เมื่อเช้าผมไปแถลงเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศเยียวยาน้ำท่วมในพื้นที่ จ.สมุทรสงครามด้วย เพราะไปลงทะเบียนใน "ทางรัฐ" ไม่ปรากฏชื่อจังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งที่มีถึง 60 จังหวัด ทั้งๆ ที่ อ.บางคนทีและ อ.อัมพวา ท่วมมาสัปดาห์แล้ว ปรากฎช่วงบ่ายปรากฏชื่อ จ.สมุทรสงคราม ขึ้นมาแล้วเป็นจังหวัดที่ 61 แต่ อ.อัมพวา ก็ยังไม่อยู่ในขอบเขตอีก อะไรกันครับนี่ . ใครลงทะเบียนแล้วมีปัญหา แจ้งหน่อยครับ หากยังไม่ขึ้น พรุ่งนี้คงต้องหาช่องทางเรียกร้องอีกครั้ง #น้ำท่วม #แม่กลอง
22
12
832
กังวล #เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. 69 คาบเกี่ยววันหยุดยาว และผู้ประกันตน ม.33 บางส่วนอาจต้องเดินทางไปใช้สิทธิต่างพื้นที่ทำงาน ขอหน่วยงานจัดการเลือกตั้งเร่งอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการใช้สิทธิ อ่านรายละเอียดที่ tpchannel.org/news/35774
16
20
551
คลังแจงปมตัดสิทธิ 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' ปี 2569 ย้ำเกณฑ์คัดกรองเข้ม เล็งปรับปรุงเงื่อนไขชง ครม. ต่อไป . จากที่ผมเคยปรึกษาหารือ (3 นาที) ในที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อ ขอให้พิจารณาทบทวนเกณฑ์การตัดสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นการตัดโอกาสประชาชนที่ควรได้รับสิทธิให้หลายประเด็น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ทำหนังสือชี้แจง . หนังสือดังกล่าวนำเรียนประธานวุฒิสภา ลงนามโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 และ 14 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 แล้ว โดยการกำหนดคุณสมบัติมุ่งหวังที่จะเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้การช่วยเหลือค่าครองชีพและการจัดสรรสวัสดิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม . ทั้งนี้กระทรวงการคลังระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ครม. ได้รับทราบแนวทางการปรับปรุงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ ปี 2569 แล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการปรับปรุงข้อมูลและหลักเกณฑ์เพื่อนำเสนอให้ ครม. พิจารณาต่อไป โดยหากมีรายละเอียดเพิ่มเติม จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบโดยเร็ว
18
14
661
ส.ว.ศุภโชค ห่วงน้ำท่วมสมุทรสงคราม เครื่องสูบน้ำไม่เพียงพอ ฉุนปล่อยชาวบ้านลงขันซื้อน้ำมันเติมเรือชมหิ่งห้อย ผันน้ำออกเอง ทั้งที่มีกฎหมายให้อำนาจผู้อำนวยการท้องที่เบิกเงินจัดการได้ ด้าน ‘เทวฤทธิ์’ ขอ ครม.ไฟเขียวชาวสมุทรสงคราม เข้าเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : matichon.co.th/politics/news… #น้ำท่วม #แม่กลอง
3
4
348
รมต.เลื่อนตอบ กระทู้ความคืบหน้าให้สัตยาบัน ILO87,98 ว่าด้วยสหภาพแรงงานและเจรจาต่อรอง พี่หนิมเลื่อนผม 6 สัปดาห์ติด😤
39
27
1,068
อีกนิดนะครับ ที่ผมงงสุดตอนนี้คือ คนที่ว่า Thai PBS หรือ สสส. เป็นภาระงบประมาณ แล้วไปสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคภูมิใจไทยนั้น ดูให้ดีนะครับ เงินที่ภูมิใจไทยไปตัดเป็น 'เงินบำรุง' ส่วนที่เพิ่ม 1.5-2% จากบริษัทเหล้า/บุหรี่ที่เสียภาษีสรรพสามิตนะครับ และร่างที่ภูมิใจไทยเสนอดันไปให้ใช้เงินจากงบประมาณแทน เรียกว่ารัฐไม่ได้ภาษีเพิ่ม แถมต้องเอาจากงบฯไปให้แทนด้วย
1
172
110
2,797
เสวนา “6 ตุลา-ควังจู” เทียบรัฐอาชญากรรมไทย-เกาหลีใต้ ชี้ไทยเผชิญความเงียบงันยาวนาน เสนอยกระดับประวัติศาสตร์บาดแผลให้เป็นสถาบัน วันนี้ (4 ต.ค.) ภายในงานรำลึก “50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ” ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ได้มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “6 ตุลา-ควังจู: ใครกำหนดความทรงจำของชาติ” เพื่อเปรียบเทียบประวัติศาสตร์บาดแผลจากการล้อมปราบประชาชนของรัฐไทยและเกาหลีใต้ โดยมี รศ. ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ. ดร.อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย เสกสรร อานันทศิริเกียรติ [6 ตุลา: อาชญากรรมรัฐ และความวิปริตของเหตุผล] ผศ. ดร.อรรถสิทธิ์ ระบุว่า แม้สถานะของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 จะยังเป็นที่ถกเถียงและยังไม่ถูกบรรจุในประวัติศาสตร์กระแสหลักอย่างสมบูรณ์ แต่สามารถเรียกได้ว่าเป็น "อาชญากรรมโดยรัฐ" เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีการสั่งสมความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องโดยที่รัฐปล่อยปละละเลยให้บานปลาย นอกจากนี้ สังคมและชนชั้นกลางบางส่วนที่มีความกระวนกระวายในการพิทักษ์สถานะของตนเอง ก็มีส่วน "อนุญาต" ให้เกิดความรุนแรงนี้ขึ้น ด้าน รศ. ดร.บัณฑิต ขยายความถึงบริบทก่อนเกิดเหตุการณ์ว่า เป็นยุคที่สังคมเกิด "ความวิปริตของเหตุผล" มีการใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เช่น การตั้งกลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง การใช้สถานีวิทยุยานเกราะปลุกระดมให้ฆ่านักศึกษา รวมถึงการใช้ความเชื่อทางไสยศาสตร์มาสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ภาพถ่ายความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลา จึงไม่ใช่ต้นเหตุเดี่ยวๆ แต่เป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายที่ตกลงบนสังคมที่เปราะบางอย่างหนัก [ความเงียบงันหลังความตาย: ไทย vs เกาหลีใต้] วิทยากรทั้งสองได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ 6 ตุลา กับเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนที่เมืองควังจู เกาหลีใต้ (พฤษภาคม 1980) รศ. ดร.บัณฑิต ชี้ว่า หลังเหตุการณ์ควังจู เกาหลีใต้เผชิญกับ "ความเงียบ" ภายใต้เผด็จการเบ็ดเสร็จยาวนานถึง 7 ปี มีการจับกุมและซ้อมทรมานในคุกลับ จนกระทั่งเกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ในปี 1987 นำไปสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีและการกวาดล้างทหารการเมืองออกจากระบบค่ายทหารอย่างเด็ดขาด คุกลับถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์เรียนรู้ประชาธิปไตย ในขณะที่ของไทย แม้รัฐบาลหอยหลัง 6 ตุลา จะอยู่ได้เพียงปีเดียวและถูกรัฐประหารซ้อน นำไปสู่บรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้น แต่ในระยะยาว "ความเงียบ" และการลอยนวลพ้นผิดของรัฐไทยกลับฝังรากลึกและยาวนานกว่าเกาหลีใต้มาก [เสนอสร้างความทรงจำให้เป็น "สถาบัน"] เมื่อถูกถามถึงบทเรียนที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ รศ. ดร.บัณฑิต เสนอว่า ไทยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบเกาหลีใต้ทุกอย่าง แต่ควรเรียนรู้การ "ทำให้ความทรงจำกลายเป็นสถาบัน" (Institutionalization) เกาหลีใต้มีกองทุนจัดงานรำลึกทุกปี มีการดูแลญาติวีรชน มอบทุนการศึกษา และสร้างความเชื่อมโยงกับนานาชาติผ่านรางวัลสิทธิมนุษยชนควังจู รวมถึงการยกระดับเมืองควังจูให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งเอเชีย เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมผ่านงานศิลปะ ทำให้เรื่องราวของควังจู "ไม่ตาย" ซึ่งสังคมไทยควรหาวิธีทำให้คนรำลึกถึงความรุนแรง 6 ตุลาในลักษณะเดียวกัน [ความท้าทายในยุค AI และอนาคตประชาธิปไตยไทย] ประเด็นเรื่องเทคโนโลยีภาพถ่ายถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ผศ. ดร.อรรถสิทธิ์ เตือนว่า ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผู้มีอำนาจและทุนสามารถใช้เทคโนโลยีสร้างความเท็จเพื่อทำให้ "ความผิดหายไปเลย" ได้ง่ายขึ้น ด้าน รศ. ดร.บัณฑิต เสริมว่า เกาหลีใต้มีกฎหมายบังคับให้ภาพที่สร้างจาก AI ต้องมีลายน้ำชัดเจน แต่ไทยยังขาดการควบคุมในส่วนนี้ ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรได้ตอบคำถามจากผู้ฟังเรื่องความพร้อมของประชาธิปไตยไทย โดย รศ. ดร.บัณฑิต ย้ำว่า ประชาธิปไตยคือกระบวนการที่อนุญาตให้คนในสังคมได้พูดและแลกเปลี่ยน ปัญหาของไทยในช่วงที่ผ่านมาคือความพยายามออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกลไกตรวจสอบ แต่สถาบันทางการเมือง (เช่น สว. หรือ องค์กรอิสระ) กลับไม่ยอมรับการตรวจสอบและไม่มีความรับผิดรับชอบ ส่วนประเด็นที่มองว่านักศึกษาในอดีต "ทำเกินตัว" จนนำไปสู่ความรุนแรงนั้น รศ. ดร.บัณฑิต อธิบายว่า เป็นเพราะสังคมไทยถูกปิดกั้นภายใต้เผด็จการทหารมายาวนานนับสิบปี ไม่มีองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ตรวจการแผ่นดินคอยรับเรื่องราวร้องทุกข์ เมื่อนักศึกษาเปิดพื้นที่สำเร็จ ประชาชนจึงแห่กันมาพึ่งพิงนักศึกษา ซึ่งเป็นธรรมชาติของสังคมที่เพิ่งหลุดพ้นจากการกดทับยาวนาน (ทีมงาน)
6
5
537
50 ปี 6 ตุลา: ถอดรื้อมายาคติ "คนเดือนตุลา" ชี้หมดยุคชี้นำสังคม พร้อมส่งไม้ต่อคนรุ่น 63 สู้เผด็จการ วันนี้ (4 ต.ค.) ในวาระครบรอบครึ่งศตวรรษของเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาและประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศการรำลึกในงาน “50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ” ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) วงเสวนาหัวข้อ “คนเดือนตุลา: จากผู้ถูกปราบ สู่ผู้กำหนดทิศทางสังคม” ได้สะท้อนมุมมองที่แหลมคมในการถอดรื้อความเป็น "คนเดือนตุลา" การเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ และการส่งต่อจิตวิญญาณการต่อสู้ให้กับคนรุ่นใหม่ การเสวนาครั้งนี้ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร และได้รับเกียรติจากวิทยากรหลากวงการ ได้แก่ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล, รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร, กฤษฎางค์ นุตจรัส, ประกิต กอบกิจวัฒนา และ Guo Run ผู้แปลหนังสือ “The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand” เป็นภาษาจีน [ถอดรื้อมายาคติ "คนเดือนตุลา" เมื่ออุดมการณ์ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว] รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายถึงภาพรวมของ "คนเดือนตุลา" ว่า กลุ่มคนเหล่านี้เติบโตมาในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษาระดับอุดมศึกษารุ่นแรกๆ เมื่อผ่านการบ่มเพาะทักษะนักกิจกรรมนานนับทศวรรษ ทั้งการเขียนนโยบาย การพูดในที่สาธารณะ และการทำงานกับมวลชน ทำให้หลังสิ้นสุดยุคเข้าป่า พวกเขาจึงกลายเป็นที่ต้องการตัวในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ธุรกิจ หรือบันเทิง และสามารถเข้าไปมีบทบาทในองค์กรอิสระยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างไรก็ตาม กนกรัตน์ชี้ว่าคนเดือนตุลาไม่ได้มีอุดมการณ์ที่เป็นเนื้อเดียวกันมาตั้งแต่ต้น และเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงขึ้น (เสื้อเหลือง-เสื้อแดง) ความแตกต่างเหล่านั้นก็ยิ่งเด่นชัด สอดคล้องกับ รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร ที่มองว่าปัจจุบันพลังของคนเดือนตุลาได้กลายเป็น "พลังของคนตาย" ไปแล้ว วีรชนที่เสียชีวิตไปมีพลังมากกว่าคนที่มีชีวิตอยู่ เพราะสิ่งที่ทำไปแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ยุกติยังชี้ว่ากรอบคิดของคนเดือนตุลาบางครั้งกลายเป็น "ภาระ" และเครื่องจองจำอุดมการณ์ของคนรุ่นหลัง ทำให้ตั้งคำถามได้ยาก และไม่เข้าใจว่าทำไมคนรุ่นหลังจึงยังต้องเชิดชู ทั้งที่คนเดือนตุลาบางส่วนก็หันไปรับใช้ชนชั้นปกครอง [6 ตุลา: การเอาคืนของเผด็จการฝ่ายขวา และการกลายพันธุ์ของอดีตนักกิจกรรม] กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความสิทธิมนุษยชน และอดีตนักกิจกรรมในยุคตุลาฯ ปฏิเสธการจัดประเภท "คนเดือนตุลา" แบบเหมารวม โดยวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า อดีตนักกิจกรรมหลายคนใช้ชื่อเสียงในอดีตมาสร้างความชอบธรรมให้ตนเองในปัจจุบัน บางคนต่อต้านเผด็จการในวันนั้น แต่กลับมาสนับสนุนรัฐประหารและเป็นเผด็จการเสียเองในวันนี้ กฤษฎางค์ย้ำว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ใช่การต่อสู้ในเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เป็น "การต่อสู้ของเผด็จการฝ่ายขวาที่ต้องการดึงอำนาจกลับไป" หลังพ่ายแพ้ในเหตุการณ์ 14 ตุลา ด้าน ประกิต กอบกิจวัฒนา เสริมว่า จุดแตกหักของสังคมไทยเห็นได้ชัดในช่วงพฤษภา 2535 และเรื่อยมาจนถึงการรัฐประหาร 2549 และ 2557 ซึ่งทำให้การเมืองไทยติดหล่ม อดีตคนเดือนตุลาหัวก้าวหน้าหลายคนเมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารก็เปลี่ยนไป ในขณะที่ฝ่ายขวาก็ปรับตัวและใช้เครื่องมือใหม่ๆ อย่าง "ระบอบน้ำเงิน" มาต่อสู้ทางการเมือง [บริบทภูมิภาค และจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ยังไม่ตาย] ในมุมมองของชาวต่างชาติ Guo Run เล่าย้อนถึงขบวนการนักศึกษาทั่วโลกในยุค 1960-1970 โดยระบุว่าขบวนการนักศึกษาไทยเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย แม้ว่าการปราบปรามในไทยจะมีความรุนแรงและโหดเหี้ยมที่สุดในภูมิภาค แต่ความกล้าหาญของคนหนุ่มสาวยุค 1970 ก็ยังคงเป็นที่เคารพและน่านับถือจากคนรุ่นหลัง [ส่งไม้ต่อคนรุ่น 63: เรียนรู้จากความพ่ายแพ้ และก้าวต่อไป] เมื่อถูกถามถึงฉากต่อไปของการต่อสู้ กฤษฎางค์ยืนยันว่า ไม่มีที่ยืนสำหรับคนรุ่นตนแล้วและควรถอยไป พร้อมชื่นชมคนรุ่น 2563 อย่าง อานนท์ นำภา, ไผ่ ดาวดิน และเยาวชนอีกมากมายว่า เป็นขบวนการที่องอาจ รู้จักจังหวะรุกรับ ไม่ได้วิ่งชนกำแพง และเชื่อมั่นว่าคนรุ่นนี้จะชนะในที่สุด ขณะที่สิรภพ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ในฐานะผู้ฟัง สะท้อนว่าสิ่งที่พวกเขาเจอในปัจจุบันคือ "นิติประหัตประหาร" ที่ใช้กฎหมายตัดสิทธิและทำลายอนาคตทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ในช่วงท้าย กนกรัตน์ได้ฝากข้อคิดสำคัญถึงคนรุ่นใหม่ว่า การนำหนังสือแปลเล่มนี้มาสู่สังคมไทย ไม่ใช่เพื่อให้คนเดือนตุลาอ่าน แต่เพื่อให้ "คนรุ่นใหม่" ได้เรียนรู้จากขบวนการที่เคยพ่ายแพ้นับครั้งไม่ถ้วน คนยุค 6 ตุลาแพ้หลายครั้ง แต่ก็ไม่เลิกและสู้ต่อไปตามช่องทางที่มี จนเกิดการเปลี่ยนแปลง อยากให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ว่าในขบวนการอาจคิดต่างกันได้ แต่ไม่ควรขัดแย้งกันเองจนมองอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ วงเสวนาปิดท้ายด้วยวาทะจากนักวิชาการประวัติศาสตร์ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ที่ฝากไว้ว่า จงเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณเล็กๆ น้อยๆ เป็นเชิงคุณภาพ อย่าฝันสูง แต่จงรักษาความฝันไว้ และคำกล่าวของ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ที่เตือนสติว่า อย่าต่อสู้เพราะรักตัวเอง แต่จงต่อสู้เพราะอยากให้สังคมดีขึ้น (ทีมงาน)
9
18
1,316
ยิ่งอยากเห็น "ไทยพีบีเอส" ดีขึ้น ยิ่งต้องคัดค้านการทำให้เป็น NBT สาขา 2 . ผมเห็นคนออกมาวิจารณ์ไทยพีบีเอสบางคนเพื่อสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ให้ไปอยู่ในระบบงบประมาณเหมือนหน่วยงานรัฐอื่นๆ เรียกรวมๆ ว่าเป็นแบบช่อง NBT ก็ว่าได้นั้น มักจะสะท้อนปัญหาของไทยพีบีเอสที่ผ่านมา เช่น การถูกยึดครองโดยเครือข่ายคนกลุ่มเดียว, ประเด็นที่ทำ, การกระจุกตัวของทุนไม่กระจายไปยังสื่อเล็กๆ ตามพื้นที่ต่างๆ ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ และจ้องเล่นประเด็นแต่กับฝั่งฝ่ายการเมืองของตน เป็นต้น [ประเด็นพวกนี้มีบางคนอธิบายไปบ้างแล้ว มีทั้งเข้าใจผิด มีทั้งจริงบางส่วน หรือเอาภาพจำของบางคนมาเหมารวมสื่อทั้งสำนัก หรือเนื้อหาของทั้งช่อง] บางคนก็จับนั่นนี่มายำรวมกัน เพื่อให้ความชอบธรรมกับ "การเปลี่ยนที่มาของรายได้" ที่ภูมิใจไทยเสนอ ผมอยากให้คิดกันอีกที . ต้องบอกครับว่า ประเด็นพวกนี้ผมวิจารณ์ไปหมดแล้วในการอภิปรายตอนรายงานไทยพีบีเอสเข้าสภา ผมอยากให้ไทยพีบีเอสเป็นสถาบันหรือมาตรฐานสื่อให้อุตสาหกรรมสื่ออื่นๆ อ้างอิง ให้น้องๆ นักข่าวในสื่ออื่นๆ ไว้เป็นหลังพิงอ้างถึงเวลาต่อสู้เรื่องสวัสดิภาพ สวัสดิการ และเสรีภาพในสำนักข่าวของตน เป็นที่ก่อร่างสร้างแนวคิดคุ้มครองสิทธิแรงงานสื่ออย่างการมีสหภาพแรงงาน ซึ่งจะทำให้คนงานสามารถกำหนดสภาพการจ้างงานจนถึงเสรีภาพในการทำงานสื่อเพื่อต่อรองกับผู้บริหารได้ เป็นที่สร้างวัฒนธรรมให้ผู้รับข่าวสารสนับสนุนผู้ผลิตหรือสำนักข่าว ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันต้องเป็นงานรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้ผู้รับสารเห็นคุณค่าของการสนับสนุน จะบริจาค จะสมัครสมาชิก ฯลฯ มันต้องมีคนลงทุนรณรงค์ . เป็นที่สนับสนุนและผลิตนักข่าวใหม่ๆ จนถึงนักข่าวพลเมือง เป็นที่ขยับเสรีภาพสื่อ ขยับน่านฟ้าเพดานการตรวจสอบ เป็นฐานที่มั่นที่จะตรวจสอบทั้งรัฐและทุน รัฐในที่นี้รวมทั้งส่วนที่เป็นรัฐพันลึกด้วย แม้จะทำอยู่บ้างในส่วนของการตรวจสอบรัฐทางการหรือรัฐบาลและทุน แต่ยังอยากให้เข้มข้นกว่านี้ จริงอยู่ที่ผ่านมาไทยพีบีเอสน่าจะเป็นหัวเดียวที่กล้าเปิดชื่อ CP แบบตรงๆ มาตรวจสอบเชิงลึกบ่อที่ยี่สาร จ.สมุทรสงคราม กรณีปลาหมอคางดำ ขณะที่สื่ออื่นในสเกลเดียวกันอาจไม่ทำประเด็นนี้ หรือทำแต่ไม่ระบุชื่อตรงๆ หรือทำเฉพาะช่วงที่มีกระแส พอกระแสผ่านไป งานแบบเกาะติดก็ไม่ทำแล้ว เพราะไม่ได้เอนเกจเมนต์ ไหนจะมีลูกเกรงใจบริษัทเอกชนที่มีเม็ดโฆษณาจำนวนมากมาลงอีก แม้ไทยพีบีเอสจะกัดไม่ปล่อยประเด็นนี้ จะตรวจสอบทำงานเชิงสืบสวนสอบสวนและกล้าเปิดชื่อตรงๆ แต่ผมก็ยังคาดหวังมากกว่านี้ และคาดหวังกับเรื่องอื่นๆ ที่เป็นช้างในห้องมืดของสังคมไทย . ที่พูดความคาดหวังที่มีมาทั้งหมดต่อไทยพีบีเอส จริงๆ มีมากกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่ขอโทษเถอะผมไม่เห็นว่า NBT จะทำได้ ถ้าโมเดลรายได้แบบ NBT มันจะบันดาลได้ ป่านนี้เราคงเห็นไปหลายสิบปีแล้ว . ไม่ได้บอกว่า NBT ไม่ดี เขาเป็น "ประชาสัมพันธ์" ดังนั้นหน้าที่เขาเป็นตรงนั้น กรอบการประเมินก็คือประชาสัมพันธ์ให้รัฐหรือรัฐบาลได้ดีไหม แต่ไม่ใช่การประเมินในฐานะ "สื่อมวลชน" หรือ Journalist ที่มันต้องชนตอ ที่มันต้องยกเพดาน ที่มันต้องตรวจสอบอำนาจทั้งปวง . แล้วถามว่า จะให้สื่อเป็นเทวดาไม่มีการตรวจสอบเลยเหรอ ต้องบอกว่ามันมีการตรวจสอบอยู่ในกลไกทั้งการรายงานต่อสภา (แม้จะไม่มีผลต่อรายได้) การมีสภาผู้ชมผู้ฟังของเขา คู่กรณีก็มีสิทธิฟ้องร้อง แต่ก็ต้องออกแบบระบบตรวจสอบที่ยังคงความเป็นอิสระไม่ให้รัฐบาลมาแทรกแซง กระบวนการตรวจสอบผ่านงบประมาณอาจดูเหมือน "สภา" เป็นคนตรวจสอบ แต่จริงๆ แล้วสภาเสียงข้างมากก็คือ สส.รัฐบาลครับ แม้ผมจะพูดเกินเลยว่าจะเป็น NBT สาขา 2 อาจไม่ถึงขนาดนั้น หรืออาจแย่กว่านั้นก็ได้ เพราะมันทำลาย core หนึ่งที่สำคัญของสื่อคือที่มาของรายได้ไปแล้ว . จริงๆ ขอแวะที่รัฐธรรมนูญ 60 หน่อย เรื่องความเป็นอิสระของคนทำงานสื่อ ฉบับนี้ไม่มีบัญญัติคุ้มครองลูกจ้าง คนทำงานข่าวโดย "ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติ" ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการนะครับ ไม่เหมือนของฉบับปี 40 อยู่ใน ม.41 ฉบับปี 50 อยู่ใน ม.46 ที่บัญญัติว่า พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ มีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แถมฉบับปี 50 ยังระบุไปถึงการจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกการคุ้มครองกันเองขององค์กรวิชาชีพเสียด้วย . ที่พูดมานี้ ผมอยากให้มีสื่อที่หลากหลายนั่นล่ะครับ มีสื่อที่ใช้โมเดลธุรกิจจ๋าดึงโฆษณาเข้า มีประชาสัมพันธ์ของรัฐ ประชาสัมพันธ์ของพรรคการเมือง มีสื่อของสาธารณะ มีสื่อพลเมือง ฯลฯ ความหลากหลายโมเดลมันทำให้เพดานและประเด็นที่โฟกัสแต่ละสำนักมันหลากหลาย ผลได้มันตกแก่ประชาชนที่จะได้ข้อมูลรอบด้าน ขอเพียงเข้าใจและเท่าทันธรรมชาติหรือโมเดลธุรกิจของสื่อสำนักนั้นๆ . แล้วเราจะให้ "ไทยพีบีเอส" ไปเป็นอย่าง NBT ทำไม มันซ้ำซ้อน สู้โอนทรัพยากรไปให้ NBT เลยดีกว่า ถ้าคิดว่าประชาสัมพันธ์ของรัฐมันตอบโจทย์ประชาชนแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีสื่อที่มีโมเดลหรือธรรมชาติแบบอื่น
16
2,204
990
57,934
ถกเรื่องสิทธิมนุษยชน UPR ก่อนไทยขึ้นเขียงประเมิน พ.ย. นี้ . วานนี้ (2 ต.ค.69) ที่อาคารรัฐสภา มีการจัดสัมมนาพูดคุยเรื่อง UPR (กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน) กันแบบเจาะลึก งานนี้เปิดวงคุยโดยนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ซึ่งเป้าหมายหลักคือการดึงสมาชิกรัฐสภาให้เข้ามามีส่วนร่วมและเข้าใจกระบวนการนี้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาหลายคนยังเข้าใจผิดว่านี่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐเท่านั้น แถมรัฐสภาก็ยังไม่เคยส่งตัวแทนเข้าร่วมการประเมินเลยด้วย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน . สำหรับกระบวนการ UPR หรือ Universal Periodic Review เป็นกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในฐานะกลไกหนึ่งภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ที่ให้แต่ละประเทศออกมาทบทวนและนำเสนอสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของตัวเองทุก ๆ 4 ปี โดยไทยเราเตรียมตัวถูกประเมินที่กรุงเจนีวาในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้แล้ว . Yoshiko Hasumi ที่ปรึกษาด้าน UPR ประจำประเทศไทย เล่าว่าไทยผ่านเวทีนี้มาแล้วถึง 3 รอบ ได้รับคำแนะนำกลับมาหลายร้อยข้อ ทางสหประชาชาติจึงอยากผลักดันให้รัฐสภาเข้ามามีบทบาทช่วยประเมินและคุ้มครองสิทธิประชาชนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ตรวจสอบหรือให้งบประมาณอย่างเดียว . สำหรับ ไฮไลต์จากวงเสวนา ประกอบด้วย [ดูเต็มที่ facebook.com/reel/1631202231…] . ตัวแทนจากแอมเนสตี้ฯ ชี้ว่า แม้รัฐจะพยายามจนคลอดกฎหมายดี ๆ อย่างสมรสเท่าเทียมหรือ พ.ร.บ. ซ้อมทรมานฯ ออกมาได้ แต่ประเด็นการเมืองเดิม ๆ อย่าง ม.112, ม.116 และเสรีภาพการชุมนุม ก็ยังคงมีช่องว่างและเป็นปัญหาที่ต้องเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า . สว. อังคณา นีละไพจิตร ฟาด สส. ไทยหลายคนยังตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่เพียงพอ . พรรคการเมืองส่วนใหญ่มักจะกลัวเสียคะแนนเสียง เลยไม่กล้ายืนหยัดในหลักการสิทธิมนุษยชน . กฎหมายไทยยังมีจุดบอดที่ต้องแก้ เช่น การปล่อยให้คดีข่มขืนภรรยาสามารถยอมความหรือให้ผู้กระทำผิดแต่งงานกับเหยื่อได้ . ที่ประชุมมีข้อเสนอให้ดึง "เยาวชน" ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมเข้ามามีส่วนร่วมผลักดันเรื่องสิทธิมนุษยชนในกระบวนการ UPR ผ่านภาคประชาสังคม โดยสาเหตุที่ควรให้เด็กมัธยมมาร่วมด้วย เพราะสิทธิเยาวชนในไทยยังคงถูกละเมิดอยู่ เช่น ปัญหาเรื่องเสรีภาพในการแต่งกายและการไว้ผม โดย Yoshiko มองว่าการให้เยาวชนเข้ามาช่วยเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเด็ก ๆ สามารถช่วยขัดเกลาและแปลศัพท์วิชาการยาก ๆ ของสหประชาชาติให้กลายเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้นได้ . กรมคุ้มครองสิทธิฯ เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้ที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดตาม พ.ร.บ. ซ้อมทรมานฯ กลับไม่ใช่ตำรวจหรือทหาร แต่เป็น "ครู" ที่ลงโทษนักเรียนอย่างรุนแรง
6
14
686