50 ปี 6 ตุลา: ถอดรื้อมายาคติ "คนเดือนตุลา" ชี้หมดยุคชี้นำสังคม พร้อมส่งไม้ต่อคนรุ่น 63 สู้เผด็จการ
วันนี้ (4 ต.ค.) ในวาระครบรอบครึ่งศตวรรษของเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาและประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศการรำลึกในงาน “50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ” ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) วงเสวนาหัวข้อ “คนเดือนตุลา: จากผู้ถูกปราบ สู่ผู้กำหนดทิศทางสังคม” ได้สะท้อนมุมมองที่แหลมคมในการถอดรื้อความเป็น "คนเดือนตุลา" การเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ และการส่งต่อจิตวิญญาณการต่อสู้ให้กับคนรุ่นใหม่
การเสวนาครั้งนี้ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร และได้รับเกียรติจากวิทยากรหลากวงการ ได้แก่ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล, รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร, กฤษฎางค์ นุตจรัส, ประกิต กอบกิจวัฒนา และ Guo Run ผู้แปลหนังสือ “The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand” เป็นภาษาจีน
[ถอดรื้อมายาคติ "คนเดือนตุลา" เมื่ออุดมการณ์ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว]
รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายถึงภาพรวมของ "คนเดือนตุลา" ว่า กลุ่มคนเหล่านี้เติบโตมาในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษาระดับอุดมศึกษารุ่นแรกๆ เมื่อผ่านการบ่มเพาะทักษะนักกิจกรรมนานนับทศวรรษ ทั้งการเขียนนโยบาย การพูดในที่สาธารณะ และการทำงานกับมวลชน ทำให้หลังสิ้นสุดยุคเข้าป่า พวกเขาจึงกลายเป็นที่ต้องการตัวในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ธุรกิจ หรือบันเทิง และสามารถเข้าไปมีบทบาทในองค์กรอิสระยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2540
อย่างไรก็ตาม กนกรัตน์ชี้ว่าคนเดือนตุลาไม่ได้มีอุดมการณ์ที่เป็นเนื้อเดียวกันมาตั้งแต่ต้น และเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงขึ้น (เสื้อเหลือง-เสื้อแดง) ความแตกต่างเหล่านั้นก็ยิ่งเด่นชัด สอดคล้องกับ รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร ที่มองว่าปัจจุบันพลังของคนเดือนตุลาได้กลายเป็น "พลังของคนตาย" ไปแล้ว วีรชนที่เสียชีวิตไปมีพลังมากกว่าคนที่มีชีวิตอยู่ เพราะสิ่งที่ทำไปแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ยุกติยังชี้ว่ากรอบคิดของคนเดือนตุลาบางครั้งกลายเป็น "ภาระ" และเครื่องจองจำอุดมการณ์ของคนรุ่นหลัง ทำให้ตั้งคำถามได้ยาก และไม่เข้าใจว่าทำไมคนรุ่นหลังจึงยังต้องเชิดชู ทั้งที่คนเดือนตุลาบางส่วนก็หันไปรับใช้ชนชั้นปกครอง
[6 ตุลา: การเอาคืนของเผด็จการฝ่ายขวา และการกลายพันธุ์ของอดีตนักกิจกรรม]
กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความสิทธิมนุษยชน และอดีตนักกิจกรรมในยุคตุลาฯ ปฏิเสธการจัดประเภท "คนเดือนตุลา" แบบเหมารวม โดยวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า อดีตนักกิจกรรมหลายคนใช้ชื่อเสียงในอดีตมาสร้างความชอบธรรมให้ตนเองในปัจจุบัน บางคนต่อต้านเผด็จการในวันนั้น แต่กลับมาสนับสนุนรัฐประหารและเป็นเผด็จการเสียเองในวันนี้ กฤษฎางค์ย้ำว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ใช่การต่อสู้ในเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เป็น "การต่อสู้ของเผด็จการฝ่ายขวาที่ต้องการดึงอำนาจกลับไป" หลังพ่ายแพ้ในเหตุการณ์ 14 ตุลา
ด้าน ประกิต กอบกิจวัฒนา เสริมว่า จุดแตกหักของสังคมไทยเห็นได้ชัดในช่วงพฤษภา 2535 และเรื่อยมาจนถึงการรัฐประหาร 2549 และ 2557 ซึ่งทำให้การเมืองไทยติดหล่ม อดีตคนเดือนตุลาหัวก้าวหน้าหลายคนเมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารก็เปลี่ยนไป ในขณะที่ฝ่ายขวาก็ปรับตัวและใช้เครื่องมือใหม่ๆ อย่าง "ระบอบน้ำเงิน" มาต่อสู้ทางการเมือง
[บริบทภูมิภาค และจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ยังไม่ตาย]
ในมุมมองของชาวต่างชาติ Guo Run เล่าย้อนถึงขบวนการนักศึกษาทั่วโลกในยุค 1960-1970 โดยระบุว่าขบวนการนักศึกษาไทยเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย แม้ว่าการปราบปรามในไทยจะมีความรุนแรงและโหดเหี้ยมที่สุดในภูมิภาค แต่ความกล้าหาญของคนหนุ่มสาวยุค 1970 ก็ยังคงเป็นที่เคารพและน่านับถือจากคนรุ่นหลัง
[ส่งไม้ต่อคนรุ่น 63: เรียนรู้จากความพ่ายแพ้ และก้าวต่อไป]
เมื่อถูกถามถึงฉากต่อไปของการต่อสู้ กฤษฎางค์ยืนยันว่า ไม่มีที่ยืนสำหรับคนรุ่นตนแล้วและควรถอยไป พร้อมชื่นชมคนรุ่น 2563 อย่าง อานนท์ นำภา, ไผ่ ดาวดิน และเยาวชนอีกมากมายว่า เป็นขบวนการที่องอาจ รู้จักจังหวะรุกรับ ไม่ได้วิ่งชนกำแพง และเชื่อมั่นว่าคนรุ่นนี้จะชนะในที่สุด ขณะที่สิรภพ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ในฐานะผู้ฟัง สะท้อนว่าสิ่งที่พวกเขาเจอในปัจจุบันคือ "นิติประหัตประหาร" ที่ใช้กฎหมายตัดสิทธิและทำลายอนาคตทางการเมืองอย่างเป็นระบบ
ในช่วงท้าย กนกรัตน์ได้ฝากข้อคิดสำคัญถึงคนรุ่นใหม่ว่า การนำหนังสือแปลเล่มนี้มาสู่สังคมไทย ไม่ใช่เพื่อให้คนเดือนตุลาอ่าน แต่เพื่อให้ "คนรุ่นใหม่" ได้เรียนรู้จากขบวนการที่เคยพ่ายแพ้นับครั้งไม่ถ้วน คนยุค 6 ตุลาแพ้หลายครั้ง แต่ก็ไม่เลิกและสู้ต่อไปตามช่องทางที่มี จนเกิดการเปลี่ยนแปลง อยากให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ว่าในขบวนการอาจคิดต่างกันได้ แต่ไม่ควรขัดแย้งกันเองจนมองอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์
วงเสวนาปิดท้ายด้วยวาทะจากนักวิชาการประวัติศาสตร์ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ที่ฝากไว้ว่า จงเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณเล็กๆ น้อยๆ เป็นเชิงคุณภาพ อย่าฝันสูง แต่จงรักษาความฝันไว้ และคำกล่าวของ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ที่เตือนสติว่า อย่าต่อสู้เพราะรักตัวเอง แต่จงต่อสู้เพราะอยากให้สังคมดีขึ้น
(ทีมงาน)