Information is the new rich, arm yourself with it. #ไม่รับเทรด #ไม่ชวนลงทุน อลิซรวมข้อมูลเกี่ยวกับ Investment,Crypto, AI,GameFi &Tech มาให้อ่านกันง่ายๆค่ะ

Bangkok,Thailand
Based in United States
Filter
Exclude
Time range
-
Minimum likes
หลังจากลุยน้ำท่วมเข้าบ้านได้แล้ว อลิซไล่อ่านข่าวของวันนี้ คหสต อลิซว่าตลาดกำลังเจอ 3 เรื่องที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่จริง ๆ แล้วกำลังพูดเรื่องเดียวกันค่ะ 🤔 นั่นก้อคือ ต้นทุนของการสร้างและปกป้องระบบการเงินกำลังแพงขึ้น เริ่มจาก #Crypto นะคะ #Bitget งานเข้าเจอ unauthorized transfers จาก hot และ warm wallets สูญไปราวๆ $387.5M ขณะที่ cold wallets ไม่ได้รับผลกระทบ และบริษัทบอกว่า private keys ไม่ได้ถูกขโมย แต่เป็นการเจาะ backend ที่เกี่ยวข้องกับ authorization ของธุรกรรม Elliptic ประเมินว่าเหตุการณ์นี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเชื่อมโยงกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ และทำให้ยอด crypto ที่ถูกขโมยโดยกลุ่ม DPRK-linked ในปี 2026 ทะลุ $1B แล้ว นี่สะท้อนว่าในโลกการเงินดิจิทัล ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ที่ private key อีกต่อไปแระค่ะ มันอยู่ที่ infrastructure ทั้งระบบ ขณะเดียวกันคุณป๋า Michael Burry กำลังมองอีกด้านของ infrastructure เขาประเมินว่า Microsoft, Amazon, Alphabet, Meta และ Oracle มีภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับ AI infrastructure รวมกันราว $3T ทั้ง lease commitments, purchase commitments และ guarantees คุณป๋า Burry ไม่ได้บอกว่า AI demand ไม่มีจริง คำถามของเขาคือ ถ้า AI infrastructure ถูกสร้างเร็วกว่าผลตอบแทนที่มันสร้างได้ ใครจะเป็นคนรับต้นทุนเมื่อวงจรลงทุนเปลี่ยนทิศ นี่คือ classic capital cycle ค่ะ ลงทุนก่อน สร้าง capacity ก่อน แล้วค่อยรอดูว่า demand และ cash flow จะตามมาทันหรือไม่ และตอนนี้ตลาดกำลังเจอกับตัวแปรที่ทำให้สมการนี้ยากขึ้นอีกตัว คือ ต้นทุนเงินทุน 30-Year Treasury Yield ขึ้นไปแตะประมาณ 5.52% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าสองทศวรรษ ขณะที่ 10Y เคยขึ้นไปเหนือ 5.2% ในช่วงล่าสุดก่อนย่อลงมา เมื่อ risk-free yield สูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของ cash flow ในอนาคตลดลง และโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลต้องพิสูจน์ผลตอบแทนให้ชัดขึ้น เนี่ยคือเหตุผลที่อลิซมองว่า 3 ข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องแยกกัน Bitget กำลังบอกว่า digital infrastructure มี operational risk Burry กำลังถามว่า AI infrastructure มี capital-cycle risk หรือไม่ Bond market กำลังบอกว่า capital เองก็ไม่ได้ถูกอีกแล้ว AI, Crypto และ Treasury market จึงกำลังเข้าสู่ช่วงที่คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “เทคโนโลยีนี้โตได้แค่ไหน?” แต่คือ “ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ต้องแบกรับความเสี่ยงเท่าไหร่ และสุดท้ายใครเป็นคนจ่าย?” 🫩 #AI #investing #TechStocks
3
4
12
1,284
Tragic 💔 No food at 7-Eleven หมดทุกชั้นเลย แง้ๆๆๆ 😭
4
156
ฝนยังไม่หยุดตก น้ำท่วมหนักหลายแห่ง และตลาดกำลังเจอ Macro Mix ที่น่าสนใจมากค่ะ 🤔 Bond yields ขึ้น น้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ดอลลาร์แข็ง แต่ VIX ยังไม่ได้ส่งสัญญาณ panic นี่คือ divergence ที่น่าจับตาค่ะ 10-Year Treasury Yield ขึ้นไปแตะประมาณ 5.22% ในวันที่ 24 ก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงในรอบหลายปี ก่อนจะย่อลงมาปิดแถว 5.17% ขณะที่ Fed เพิ่งขึ้นดอกเบี้ย 25 bps มาอยู่ที่ 3.75% ถึง 4.00% และตลาดยังให้น้ำหนักกับโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ ด้าน inflation ก็ยังไม่ยอมลงง่ายๆ ค่ะ 🫩 Core PCE ล่าสุดอยู่ที่ 3.3% YoY ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากความเสี่ยงด้าน supply ในตะวันออกกลาง โดย Brent เคยขึ้นเหนือ $105 และ WTI เคยทะลุ $100 ในช่วงสัปดาห์นี้ ก่อนที่ราคาจะย่อลงในวันศุกร์ ส่วน Dollar Index ยังอยู่แถว 101 หลังจากแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งที่แปลกคือ ตลาดหุ้นยังไม่ได้แสดงความกลัวในระดับเดียวกับตลาดพันธบัตร VIX ปิดแถว 15 ในวันศุกร์ แม้ 10Y จะขึ้นไปแตะเหนือ 5.2% และ bond volatility จะเพิ่มขึ้นแบบชัดๆ นี่ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ตลาดกำลังมองผ่าน shock เหล่านี้เพราะเชื่อว่าเป็นเพียง temporary macro pressure หรือกำลังถือ risk exposure ในระดับที่ยังไม่ได้ hedge มากนัก 👀 เพราะตอนนี้ตลาดกำลังถูกบีบจากสองด้านค่ะ ด้านหนึ่งคือ Higher-for-longer อีกด้านคือ oil shock ที่สามารถส่งผ่านกลับเข้าไปใน inflation ได้ ถ้า yields สูงเพราะเศรษฐกิจแข็งแรง ตลาดยังพอรับได้ แต่ถ้า yields สูงขึ้นพร้อมกับน้ำมันแพงขึ้น และ growth เริ่มชะลอ Macro regime จะเปลี่ยนทันที นี่คือจุดที่ VIX อาจไม่ได้เป็นตัวเตือนล่วงหน้าที่ดีเสมอไป เพราะ volatility มักจะต่ำในช่วงที่ตลาดยังเชื่อว่า shock จะไม่ลุกลาม ปี 2022 เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อ inflation, rates และ growth เริ่มเดินไปคนละทางกับที่ตลาด price ไว้ การ repricing สามารถเกิดขึ้นเร็วมาก ตอนนี้เหมือนตลาดกำลัง price ว่าแรงกดดันจาก yields และ oil เป็นแค่ noise ระยะสั้น หรือกำลังอยู่ในช่วงที่ macro regime กำลังเปลี่ยน แต่ volatility ยังตามไม่ทัน สำหรับนักลงทุน จุดที่ควรจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่ VIX ตัวเดียวค่ะ แต่คือ 10Y yield + oil + dollar + growth data ถ้าทั้ง 4 ตัวเดินไปในทิศทางเดียวกันนานพอ ตลาดอาจต้องเริ่มคิดใหม่ว่า “Higher for longer” ครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ Fed แต่อาจเป็นเรื่องของต้นทุนเงินทุนทั้งระบบค่ะ 🫩 #Investing #BondYields
2
8
1,718
Nene won #AGT!!! She made Thailand proud ❤️ น้อง Nene Royal ชนะ America's Got Talent ค่ะ 🔥 กรี๊ดกันทั้งประเทศไทย!!! น้องเก่งม้ากกกกก #Polymarket #Kalshi Your odds are accurate 😊 #NeneAGT #AGT
น้อง Nene Royal มาแรงม้ากกกค่ะ 💜เพิ่งออกรายการ America's Got Talent รอบไฟนอลให้โลกตะลึงไปหมาดๆ ตอนนี้ทั้ง #Kalshi และ #Polymarket ให้ % น้อง Nene Royal ชนะอยู่ที่ประมาณ 93% สำหรับการคว้าแชมป์ 🚀 แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ ตลาดกำลังสะท้อนว่า “คนจำนวนมากกำลังเชื่อใน Nene” จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดค่ะ ชื่อ Nene ทิ้งห่าง finalist คนอื่นค่อนข้างชัดเจน ขณะที่คนที่ตลาดให้โอกาสรองลงมาอยู่เพียงประมาณ 5% 93% ไม่ได้แปลว่าผลถูกล็อกไว้แล้ว แต่สำหรับเด็กไทยคนหนึ่งที่ขึ้นไปยืนบนเวทีระดับโลกได้ถึงจุดนี้... มันน่าภูมิใจม้ากกกกกจริงๆค่ะ 🔥🇹🇭 ร่วมส่งกำลังใจเชียร์น้องกันนะคะ ไปให้สุดเลยน้อง Nene ❤️ #AGT #NeneRoyal #Thailand Cr. วีดีโอ AGT #NBC
2
16
31
5,958
คลิป Mel Gibson กำลังไวรัลบนเน็ตค่ะ 🔥 แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่าคือ สิ่งที่เค้าพูดถึง “กำลังเกิดขึ้นจริง” ใน New Zealand คลิปนี้โพสต์ช่วงวันที่ 20 ก.ย.2026 โดย GE Honesty และถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ส่วนว่าในคลิปคือ Mel Gibson ตัวจริงมั้ย? ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันจากตัวคุณป๋า Mel Gibson หรือทีมงานค่ะ แต่ประเด็น Gene Technology Bill เนี่ยเป็นเรื่องจริงนะคะ 🫩 New Zealand ใช้ระบบควบคุม GMOs ที่เข้มงวดภายใต้ HSNO Act 1996 มานานเกือบ 30 ปี และรัฐบาลกำลังผลักดันระบบใหม่ที่เปิดทางให้ gene technology ถูกนำมาใช้มากขึ้น โดยมี regulator เฉพาะและใช้แนวคิด risk-proportionate regulation เหตุผลฝั่งสนับสนุนเนี่ยคือเทคโนโลยีอย่าง gene editing อาจช่วยสร้างพืชที่ทนแล้ง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับปรุงผลผลิต ไปจนถึงงานด้านการแพทย์และการอนุรักษ์ แต่ฝั่งคัดค้านตั้งคำถามอีกด้าน ถ้า organism ถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมแล้ว เราอาจเรียกกลับไม่ได้ 😞 การปนเปื้อนของพืช เมล็ดพันธุ์ หรือผลกระทบต่อ ecosystem จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดระยะยาว รวมถึงผลต่อภาพลักษณ์สินค้าเกษตรของ New Zealand ซึ่งพึ่งพาตลาดส่งออกอย่างมาก และนี่ไม่ใช่ debate เล็กๆค่ะ คณะกรรมาธิการได้รับ submissions ถึง 14,458 รายการ และมีผู้ให้ oral evidence อีก 287 รายในการพิจารณา Gene Technology Bill ("parliament.nz" (parliament.nz/)) มุม Macro ที่น่าสนใจคือ นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง GMO นะคะ มันคือการต่อสู้ระหว่าง “innovation กับ precaution” โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI สามารถออกแบบโปรตีน นักวิทยาศาสตร์สามารถแก้ไข DNA ได้แม่นยำขึ้น และ biotechnology กำลังกลายเป็น infrastructure ใหม่ของเศรษฐกิจ คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “เราควรกลัวมันไหม?” แต่คือ “เราจะออกแบบกติกาอย่างไร ให้เทคโนโลยีเดินหน้าได้ โดยที่ความเสี่ยงไม่ได้ถูกส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป?” 🤔 #AI #Viral
2
33
48
15,396
น้อง Nene Royal มาแรงม้ากกกค่ะ 💜เพิ่งออกรายการ America's Got Talent รอบไฟนอลให้โลกตะลึงไปหมาดๆ ตอนนี้ทั้ง #Kalshi และ #Polymarket ให้ % น้อง Nene Royal ชนะอยู่ที่ประมาณ 93% สำหรับการคว้าแชมป์ 🚀 แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ ตลาดกำลังสะท้อนว่า “คนจำนวนมากกำลังเชื่อใน Nene” จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดค่ะ ชื่อ Nene ทิ้งห่าง finalist คนอื่นค่อนข้างชัดเจน ขณะที่คนที่ตลาดให้โอกาสรองลงมาอยู่เพียงประมาณ 5% 93% ไม่ได้แปลว่าผลถูกล็อกไว้แล้ว แต่สำหรับเด็กไทยคนหนึ่งที่ขึ้นไปยืนบนเวทีระดับโลกได้ถึงจุดนี้... มันน่าภูมิใจม้ากกกกกจริงๆค่ะ 🔥🇹🇭 ร่วมส่งกำลังใจเชียร์น้องกันนะคะ ไปให้สุดเลยน้อง Nene ❤️ #AGT #NeneRoyal #Thailand Cr. วีดีโอ AGT #NBC
4
195
532
31,584
Diamonds are not forever แระค่ะ 😟 อย่างน้อยในฐานะ “store of value” เรื่องนี้กำลังกลายเป็นบทเรียนที่น่าสนใจมากของตลาด ราคาของ natural diamonds 💎 ร่วงลงอย่างหนักจากจุดสูงสุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าลดลงราวๆ 68% จากระดับปี 2011 และแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข คือ “ทำไม” ตลาดเพชรกำลังเจอกับทั้ง supply ที่เคยล้นตลาด, demand ที่เปลี่ยนไป และการมาของ lab-grown diamonds ซึ่งมีคุณสมบัติทางกายภาพใกล้เคียงกับเพชรธรรมชาติ แต่สามารถผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก De Beers รายงานว่า wholesale price ของ lab-grown diamonds ลดลงถึง 93% ตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่ Rapaport ระบุว่าตลาด natural diamonds “เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน ในช่วงเดือนสิงหาคม 2026 หลังผู้ผลิตลด supply และ demand เริ่มทรงตัว นี่คือจุดที่ Macro น่าสนใจค่ะ ในช่วงเวลาเดียวกัน Gold กลับเดินคนละทาง Gold เคยขึ้นไปแตะประมาณ $5,595/oz ในเดือนมกราคม ก่อนย่อลงมา( ราคาอยู่แถวๆ $4,300 ถึง $4,400 ตอนนี้) ขณะที่ Silver อยู่แถว $66/oz และ Brent crude ยังต่ำกว่า $100/barrel (ราคาล่าสุดวันนี้) ตลาดกำลังแยก “ของมีค่า” ออกจาก “ของที่มี scarcity” 🪙 เพชรอาจหายาก แต่ scarcity เพียงอย่างเดียวไม่ได้สร้าง store of value ถ้าสินค้าสามารถถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ และ demand เปลี่ยนไป Gold มี monetary demand Silver มีทั้ง monetary และ industrial demand Oil มี demand จากระบบเศรษฐกิจจริง ส่วน #Bitcoin มีคุณสมบัติด้าน digital scarcity นี่ไม่ได้หมายความว่าเพชรไม่มีคุณค่านะคะ (อย่าเพิ่งขว้างแหวนเพชรทิ้ง 😂) แต่เป็น reminder สำคัญว่า “หายาก” กับ “รักษามูลค่า” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน Diamonds may be forever. แต่ price premium อาจไม่ forever ค่ะ 🤔 #Gold #Silver #Diamond #investing
1
4
9
2,103
วีคนี้ตลาดไม่ได้ขาดข่าว แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ “กลไก” ที่กำลังเชื่อมหลายตลาดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่พลังงาน เงินเฟ้อ นโยบาย Fed ไปจนถึงการลงทุนของบริษัทและโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลค่ะ 🔥 หลังผ่าน Fed week มาแล้ว ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง digestion และจะเริ่มถามว่า ข้อมูลเศรษฐกิจจริงกำลังยืนยันหรือท้าทายมุมมองของ Fed กันแน่ วันพุธ Flash PMI จะเป็นตัวเลขสำคัญค่ะ เพราะเป็นหนึ่งในข้อมูลแรกๆ ที่สะท้อนกิจกรรมเดือนกันยายน ทั้งภาคการผลิตและบริการ ขณะที่วันพฤหัสฯ Jobless Claims และ New Home Sales จะช่วยดูว่าตลาดแรงงานกับภาคอสังหาฯ กำลังชะลอลงแค่ไหน วันศุกร์ Durable Goods โดยเฉพาะ core capital goods จะน่าสนใจมาก เพราะมันบอกเรื่อง business investment และการใช้จ่ายด้านทุนของบริษัท ซึ่งเชื่อมตรงกับธีมใหญ่เรื่อง AI capex ที่ตลาดกำลังจับตาค่ะ แต่มีอีกเรื่องที่อาจสำคัญกว่าตัวเลขเศรษฐกิจบางตัว คือ “ต้นทุนพลังงาน” ราคาดีเซลสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ $6.505 ต่อแกลลอน ณ 20 ก.ย. เพิ่มจาก $6.20 เมื่อสัปดาห์ก่อน และ $5.55 เมื่อเดือนก่อนค่ะ ดีเซลไม่ใช่แค่ราคาหน้าปั๊ม เพราะมันคือ input cost ของ trucking, farming และอุตสาหกรรม ถ้าต้นทุนขนส่งสูงขึ้น ผลกระทบสามารถไหลผ่าน supply chain ไปยังสินค้าและอาหารได้ นี่ทำให้ตลาดต้องจับตา inflation อีกด้านหนึ่งด้วย เพราะหาก growth เริ่มชะลอ แต่ energy shock กลับผลักต้นทุนขึ้น Fed จะเจอกับโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น ด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังไม่จบ หลังมีรายงานว่า #Trump เปลี่ยนท่าทีเรื่องการโจมตี Houthis ในนาทีสุดท้าย แม้ก่อนหน้านั้นมีการเตรียมเป้าหมายและกำลังสำหรับปฏิบัติการแล้ว ความไม่แน่นอนตรงนี้สำคัญกับตลาดพลังงานและเส้นทางขนส่ง เพราะ Red Sea ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ของ global supply chain ค่ะ ฝั่ง #Crypto ก็มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ ทั้งเม่าและวาฬอารมณ์ดียิ้มทั้งวัน (สายช้อตคอตกค่ะ) $BTC ราคาอยู่ที่ $85K #NEAR พุ่งกว่า 80% ใน 7 วัน จากราว $2.20 ไปแถว $4.20 หลังเปิดตัว perpetual futures แบบ “confidential by default” ผ่าน #Hyperliquid สะท้อนอีกหนึ่ง narrative ที่กำลังกลับมา นั่นคือ privacy + onchain trading infrastructure ขณะเดียวกัน token unlock ก็เป็น supply event ที่ตลาดต้องระวัง โดยเฉพาะ $XPL ของ Plasma ที่จะปลดล็อกประมาณ $150M+ หรือราวๆ 60% ของ circulating supply ตามกำหนดในสัปดาห์นี้ ตามด้วย $H อีกธีมที่น่าสนใจมากคือการที่ TradFi กำลังเดินเข้าใกล้ crypto infrastructure มากขึ้นเรื่อยๆ ECB เปิดตัว Pontes เพื่อเชื่อม private blockchain networks เข้ากับ TARGET system ทำให้ธนาคารสามารถ settlement สินทรัพย์ที่อยู่บน DLT ด้วย central bank money ได้ ขณะที่ consumer-facing digital euro ยังอยู่ในเส้นทางทดสอบต่อไป ฝั่งสหรัฐฯ Apple ก็มีสัญญาณจากการมีข่าวต้องการตำแหน่ง expertise ด้าน stablecoin ในทีม payments ขณะที่ Samsung ก็มีแผนเกี่ยวกับ stablecoin payments เช่นกัน ถ้าเรื่องนี้เดินต่อ สิ่งที่กำลังเปลี่ยนอาจไม่ใช่แค่ “crypto adoption” แต่คือ payment infrastructure กำลังค่อยๆ ถูกสร้างใหม่ และ Strategy ก็ยังเดินหน้าสะสม #BTC ต่อ โดยซื้อเพิ่มอีก 950 BTC ในวีคนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพของตลาดวีคนี้น่าสนใจมากกกกค่ะ ฝั่งหนึ่ง เรามี Fed ที่กำลังดูว่าเศรษฐกิจชะลอลงมั้ย อีกฝั่ง เรามี energy shock ที่อาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่บริษัทต่างๆ ยังลงทุนใน AI และ digital infrastructure และ financial system ก็ยังเดินหน้าสร้าง tokenized rails ตลาดจึงไม่ได้กำลังถามแค่ว่า “Fed จะทำอะไรต่อ” แต่กำลังพยายามหาคำตอบว่า เศรษฐกิจรอบนี้กำลังเข้าสู่ slowdown ธรรมดา หรือกำลังเปลี่ยนโครงสร้างของต้นทุน เงินทุน และ liquidity ไปพร้อมกัน Flash PMI, labor, housing และ capex วีคนี้จะช่วยต่อจิ๊กซอว์ให้ภาพนั้นชัดขึ้นอีกนิดค่ะ 😉 #investing
2
16
2,269
Replying to @vkampra
อันนี้เป็นประเด็นที่เถียงกันมากค่ะ ถ้าชะลอก็มีแววจะโดนจีนแซงโค้ง เพราะทางนั้นวิ่งแบบเต็ม สปีดเลยค่ะ 🤔
1
13
เนี่ยคือเหตุผลว่าทำไมความปลอดภัยของ AI agent กำลังกลายเป็น infrastructure risk ค่ะ 🫩 เมื่อ AI coding agent ไม่ได้แค่เขียนโค้ด แต่สามารถอ่านไฟล์ เรียกเครื่องมือ ติดตั้งปลั๊กอิน และรันคำสั่งบนเครื่องของเราได้ ช่องโหว่เล็กๆ ในระบบรอบข้างจึงอาจกลายเป็นทางผ่านเข้าสู่ข้อมูลและสิทธิ์ที่ AI ถืออยู่ สิ่งที่น่าจับตาคือเกมกำลังเปลี่ยนจาก “AI ปลอดภัยแค่ไหน” ไปเป็น “AI ได้รับสิทธิ์ให้ทำอะไรได้บ้าง” ยิ่ง agent เก่งขึ้นและทำงานแทนเราได้มากขึ้น ความเสียหายจากการให้สิทธิ์มากเกินไปก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม นี่อาจเป็นต้นทุนแฝงของ Agentic AI ที่ตลาดยังพูดถึงไม่มากพอ เพราะอนาคตของ AI ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องความฉลาด แต่ต้องแข่งกันเรื่อง Security, Permission และ Trust ด้วยค่ะ 🤔 #AI #Investing #TechStocks อลิซฝากเพจหมู่บ้านเดียวกัน @AliceArcade ด้วยนะค๊า สายเทค สาย AI ที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟอลเลยคร่า 😊
🚨 ช่องโหว่เดียวเล่นงาน AI เขียนโค้ดตัวดัง แค่ปลั๊กอินอัปเดตก็อาจเปิดทางให้แฮกเครื่องได้คร้าบ #เด็กแว้นหมู่บ้านอลิซคริปโต พาไปส่องช่องโหว่ชื่อ Plugin4Shell ที่กระทบ AI coding agent หลายตัว ทั้ง Claude Code, OpenAI Codex, Gemini CLI และ GitHub Copilot ปลั๊กอินในที่นี้คือส่วนเสริมที่เอามาเพิ่มความสามารถให้ AI เขียนโค้ด เช่น เชื่อมต่อฐานข้อมูล เรียกใช้เครื่องมือ หรือทำงานในโปรเจกต์แทนเรา ปัญหาคือระบบจะตรวจว่าปลั๊กอินตรงกับโค้ดเวอร์ชันที่อนุมัติไว้หรือไม่ แต่ไม่ได้ตรวจละเอียดพอว่าโค้ดนั้นถูกส่งมาจากที่เก็บที่ถูกต้องจริงหรือเปล่า 📊 คนร้ายจึงอาจส่งปลั๊กอินเวอร์ชันใสสะอาดให้ผ่านการตรวจสอบก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนโค้ดในพื้นที่เก็บข้อมูลเป็นโค้ดอันตราย เมื่อ AI อัปเดตปลั๊กอินอัตโนมัติ โค้ดนั้นก็อาจถูกรันบนเครื่องโดยผู้ใช้ไม่ต้องกดอะไรเลย ผลกระทบคือคนร้ายอาจสั่งให้เครื่องรันโค้ดจากระยะไกล แล้วเข้าถึงไฟล์ คีย์ลับ บัญชีงาน หรือทรัพยากรอื่นที่ AI มีสิทธิ์ใช้งานอยู่ แปลแบบบ้านๆคือ ช่องโหว่นี้ไม่ได้เจาะสมองของ AI โดยตรง แต่เจาะระบบที่คอยตรวจปลั๊กอิน พอส่วนเสริมโดนสับเปลี่ยน AI ก็กลายเป็นคนช่วยพาโค้ดอันตรายเข้ามารันในเครื่องแบบเงียบๆ ตอนนี้ Anthropic แก้ไขใน Claude Code แล้ว และ OpenAI ก็แก้ใน Codex แล้ว ส่วน Google ไม่ออกแพตช์ให้ Gemini CLI เพราะเลิกพัฒนาตัวนี้และให้ผู้ใช้ย้ายไปใช้ Antigravity แทน ขณะที่ Microsoft ยังไม่ได้แก้ Copilot อย่างสมบูรณ์ ความจี๊ดคือ AI coding agent กำลังมีสิทธิ์เข้าถึงเครื่องมือและไฟล์สำคัญมากขึ้น การติดตั้งปลั๊กอินจึงไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไปครับ คนใช้ควรอัปเดตตัว agent ตรวจแหล่งที่มาของปลั๊กอิน และไม่เปิดสิทธิ์เกินกว่างานที่จำเป็น รายงานโดย #เด็กแว้นหมู่บ้านอลิซคริปโต 😉 #AI #Cybersecurity #ClaudeCode #Codex #GitHubCopilot #นักพัฒนา
2
9
2,377
คุณป๋า Elon Musk มี X Money Sam Altman #OpenAI ก้อไม่ยอมตกรถค่ะ ประกาศเปิดตัว World Money นี่ไม่ใช่แค่เปิดแค่กระเป๋า Crypto ใบใหม่ 😳 แต่กำลังทดลองสร้าง “ชั้นการเงิน” ที่เอา Identity + Stablecoin + Wallet + Payments + DeFi มาอยู่ในแอปเดียวค่ะ วันที่ 17 ก.ย. 2026 World เริ่มเปิดตัว World Money ในกว่า 150 ประเทศ โดยฟีเจอร์ที่ใช้งานได้แตกต่างกันตามกฎและตลาดของแต่ละประเทศ ตัวแอปเป็น self-custody ให้ถือ ส่ง เทรด Earn และใช้สินทรัพย์ดิจิทัลจากที่เดียว รองรับ stablecoin หลายสกุล และสามารถส่งสินทรัพย์ให้คนอื่นผ่าน World username ได้ โดยไม่ต้องจำ address ยาวๆ 💰 ฝั่ง Earn เชื่อมกับโปรแกรมบน Morpho รองรับสินทรัพย์อย่าง $WLD, $USDC, $wETH และ $wBTC ในบางตลาด ส่วน Trade ก็เปิดให้ซื้อขายทั้งโทเคนและสินทรัพย์อย่างทองคำ ฝั่ง payment ก็เริ่มเชื่อมโลกเดิมเข้ากับ stablecoin ในสหรัฐฯ Stripe รองรับการเติมเงินผ่าน Apple Pay แล้วแปลงเป็น stablecoin ได้ ส่วนบางตลาดมี virtual account ผ่าน Bridge สำหรับรับเงินและเปลี่ยนเข้าสู่ stablecoin ที่น่าสนใจกว่าฟีเจอร์คือ World กำลังวาง “Proof of Human” ไว้ตรงกลางระบบ World ID ทำหน้าที่เรื่องตัวตน(จำได้ปะคะ ที่เคยมีการสแกนม่านตาที่ไทยแลกกับเหรียญ $WLD) ส่วน World Money ทำหน้าที่เรื่องเงินและ wallet และผู้ใช้ World เดิมสามารถย้าย credentials มาใช้ต่อได้ นี่คือจุดที่ World พยายามสร้างความแตกต่างจาก fintech ทั่วไป เมื่อ AI ทำให้การสร้างบัญชีปลอมและบอทมีต้นทุนต่ำลง บริษัทมองว่าเครือข่ายที่พิสูจน์ว่า “คนนี้คือมนุษย์จริงและไม่ใช่บัญชีซ้ำ” จะกลายเป็น infrastructure สำคัญของระบบการเงินดิจิทัล แต่ตรงนี้ก็เป็นทั้ง moat และ regulatory question ในเวลาเดียวกัน เพราะเมื่อ identity เชื่อมกับเงินมากขึ้น คำถามเรื่อง biometric data, privacy และอำนาจในการควบคุมข้อมูลก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย และต้องไม่ลืมนะคะว่า World Money ไม่ใช่ธนาคาร สินทรัพย์ในแอป ไม่ใช่เงินฝากและไม่ได้รับการคุ้มครองแบบเงินฝากธนาคาร ส่วน Earn และการลงทุนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้น และผลตอบแทนไม่คงที่ มุม Macro ที่น่าสนใจกว่าคือ Stablecoin War กำลังเปลี่ยนสนาม การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ “ใครออก stablecoin ได้ใหญ่กว่า” แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้าง on-ramp, wallet, yield, payment และ identity ให้คนใช้ stablecoin ในชีวิตจริงได้ง่ายที่สุด World กำลังลองรวมทั้งหมดไว้ในจุดเดียว คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แอปนี้มีฟีเจอร์เยอะแค่ไหน แต่คือคนจะยอมเอา “ตัวตน + เงิน + การใช้จ่าย” มาอยู่บน infrastructure เดียวกันมั้ย 🤔 เพราะถ้าคำตอบคือใช่ World Money อาจไม่ได้แข่งแค่กับ crypto wallet แต่กำลังเดินเข้าไปในสนามเดียวกับ fintech และระบบการเงินดิจิทัลเต็มตัวค่ะ 🔥 #AI #investing #TechStocks
1
8
2,348
อัพเดทตลาดกันนิดค่ะ 😊 เมื่อคืนตลาดสหรัฐฯ (หลังประชุม Fed) มีหลายเคสน่าสนใจค่ะ ถ้ามองผ่านเลนส์ Macro ละก้อจะเห็นภาพใหญ่ชัดขึ้นว่า ตลาดกำลังเจอกับ 3 แรงพร้อมกัน Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ย AI Capex ยังเร่งตัว แต่ภาคที่อยู่อาศัยเริ่มรับแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูง เมื่อวาน Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก 25 bps สู่ 3.75% ถึง 4.00% ด้วยมติ 12 ต่อ 0 ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกนับจากกรกฎาคม 2023 และสิ่งที่สำคัญกว่าการขึ้นครั้งนี้คือ Dot Plot ค่ะ Fed ปรับคาดการณ์ PCE inflation ปี 2026 ขึ้นเป็น 3.7% และตัวเลขคาดการณ์ดอกเบี้ยสะท้อนว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังมองว่าดอกเบี้ยอาจต้องสูงขึ้นอีกในปีนี้ นี่คือความหมายของ Higher for Longer ในเวอร์ชันที่ตลาดไม่ค่อยอยากได้ยิน ตลาดขายหลัง Fed ส่งสัญญาณ hawkish เมื่อคืน และเริ่มฟื้นในวันถัดมาเมื่อ bond yield และราคาน้ำมันอ่อนลง แต่ในอีกฝั่งหนึ่ง AI Economy ยังเดินหน้าต่อแบบแทบไม่สนใจดอกเบี้ย Amazon ทำสัญญาระยะยาวกับ Generac มูลค่าการส่งมอบเริ่มต้นราว $2.4B เพื่อจัดหาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำหรับ Data Center ในปี 2027 ถึง 2028 ขณะที่โครงสร้าง warrant เปิดทางให้มูลค่าการซื้อจาก Amazon ขยายได้ถึง $8B ซึ่ง $8B ไม่ใช่มูลค่าออเดอร์ที่ยืนยันแล้ว #Nebius กำลังขึ้นราคา GPU อีกครั้ง ขณะที่ CoreWeave เดินหน้าล็อกพื้นที่ Data Center ระยะยาว และบริษัทอย่าง Nokia ก็กำลังขยาย AI-RAN จากการทดลองไปสู่การทดสอบภาคสนาม ภาพที่เกิดขึ้นจึงน่าสนใจมากค่ะ ฝั่ง AI กำลังสร้าง Demand Pull ต่อ GPU, ไฟฟ้า, ระบบระบายความร้อน, Networking และ Data Center infrastructure แต่ฝั่งเศรษฐกิจดั้งเดิมกำลังเจอ Cost of Capital ที่สูงขึ้น 😢 ตัวอย่างชัดที่สุดคือ Housing ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้าน NAHB/Wells Fargo ลดลงเหลือ 32 ต่ำสุดในรอบ 12 เดือน ขณะที่อัตราดอกเบี้ย Mortgage และ Treasury yield ที่สูงขึ้นกำลังกด Demand ลง และ 38% ของผู้สร้างบ้านลดราคาเพื่อดึงผู้ซื้อ นี่คือ Market ที่กำลังแยกเป็นสองโลก AI Capex ยังเร่ง Housing เริ่มชะลอ Inflation ยังสูง Fed ยังไม่สามารถผ่อนคลายได้เต็มที่ และ Geopolitics ยังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับ Energy สำหรับตลาด สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้อาจไม่ใช่แค่ “Fed จะขึ้นอีกมั้ย” แต่คือ Higher Rates จะเริ่มกัดเข้าไปถึงส่วนไหนของเศรษฐกิจ และ AI investment ที่ยังร้อนแรง จะสามารถชดเชยแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูงได้นานแค่ไหน นี่คือสมการ Macro ที่ตลาดกำลังพยายาม price in อยู่ตอนนี้ค่ะ 🤔 #AI #investing #TechStocks
2
15
2,291
Google มีของเล่นใหม่ให้ใช้แระค่ะ 🎉 Gemini 3.8 สิ่งที่น่าจับตามองจาก Gemini Live รุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่ AI คุยเก่งขึ้นค่ะ แต่คือ AI กำลังเปลี่ยนจาก “ผู้ช่วยที่ตอบคำถาม” ไปเป็น “ผู้ช่วยที่ลงมือทำ” AI สามารถฟังเราไปพร้อมกับคิด เรียกเครื่องมือ ใช้ API และทำงานต่อหลังบ้านได้ การแข่งขันของโลก AI เนี่ย ไม่ได้วัดกันแค่ความฉลาดของโมเดลอีกต่อไปละค่ะ ต้นทุนก็สำคัญนะคะ เพราะถ้า AI agent จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันจริง ทุกคำสั่ง ทุกนาทีที่คุย และทุกงานที่ให้ AI ทำ ล้วนมีต้นทุนการประมวลผล นี่คือเหตุผลที่ราคาอาจกลายเป็นอาวุธสำคัญพอๆ กับคุณภาพโมเดล สงคราม AI รอบต่อไปจึงอาจไม่ใช่ใครสร้าง AI ที่ฉลาดที่สุด แต่คือใครสร้าง AI ที่ “ทำงานแทนเราได้มากที่สุด ในต้นทุนที่คนจำนวนมากใช้ได้จริง” ค่ะ #AI #investing #Google #TechStocks
🗣️ @Google เปิดตัว @GeminiApp 3.8 Live ให้ AI คุยไปทำงานไป แถมถูกกว่า @OpenAI ราว 13 เท่าคร้าบ #เด็กแว้นหมู่บ้านอลิซคริปโต พาไปส่อง Gemini 3.8 Live และ Gemini 3.8 Live Extended Thinking โมเดลเสียงรุ่นใหม่ของ Google ที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ตอบกลับครับ แต่มองภาพ ใช้เครื่องมือ และทำงานต่อเบื้องหลังระหว่างคุยกับเราได้ Gemini 3.8 Live รองรับการสลับภาษาได้ถึง 97 ภาษา และสามารถเรียก API หรือสั่งงานเครื่องมือระหว่างสนทนาได้ เช่น เราพูดสั่งงานไว้ก่อน แล้ว AI ไปจัดการต่อเอง พร้อมกลับมาคุยเมื่อทำงานเสร็จ ส่วนรุ่น Extended Thinking เพิ่มความสามารถคิดหลายขั้นตอน โดยยังพูดคุยกับผู้ใช้ไปพร้อมกันได้ เช่น บอกว่า “ขอเช็กแป๊บ” แล้วไปทำงานต่อหลังบ้าน 📊 ข้อมูลคือ Google อ้างว่า Extended Thinking ทำคะแนน Speech to Speech Quality ได้ 82.6 สูงกว่า GPT-Live-1 ที่ 79.4 และมีค่าใช้จ่ายราว 1.38 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงการสนทนา หรือถูกกว่าของ OpenAI ประมาณ 13 เท่า ตัวอย่างการใช้งานมีตั้งแต่ช่วยสอนงานพนักงาน มองสเก็ตช์แล้วแปลงเป็นโค้ด React ไปจนถึงช่วยจองร้านอาหารหลายขั้นตอน แปลแบบบ้านๆคือ เรากำลังขยับจาก AI ที่รอให้เราพูดจบแล้วค่อยตอบ ไปสู่ AI ที่ฟัง คิด พูด และลงมือทำพร้อมกันครับ งานนี้ Google ได้เปรียบเรื่องราคาและคะแนนทดสอบ แต่ OpenAI ยังมีจุดแข็งด้านการคุยแบบต่อเนื่องที่ฟังและพูดพร้อมกันได้จริง สงครามผู้ช่วยเสียงรอบนี้เลยไม่ใช่แค่ใครเสียงเนียนกว่า แต่ใครทำงานแทนเราได้มากกว่าในราคาที่รับไหวคร้าบ รายงานโดย #เด็กแว้นหมู่บ้านอลิซคริปโต 😉 #Google #Gemini #VoiceAI #AI #OpenAI
1
8
2,250
ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอย่างไวรัลว่า " AI จะฆ่าสังหารหมู่มนุษยชาติมั้ย" คุณปู่ Donald Trump ก็ออกมาให้ความเห็นค่ะ 🔥 คุณปู่ Trump โทรหา Jensen Huang #Nvidia กลางเวที All-In Summit ที่ลอสแอนเจลิส โดยคุณป๋า Jensen เปิด speaker ให้ทั้งห้องฟัง ประโยคที่ถูกอ้างอิงไปทั่วฟีดคือ “The robots will not be taking over… I’m telling you, it’s all a hoax.” #Trump กำลังพูดถึงความกลัวว่า AI และหุ่นยนต์จะครองโลก พร้อมโจมตีแรงต้านต่อ AI และ data centers ว่าอาจกลายเป็นประโยชน์กับจีน เพราะถ้าสหรัฐชะลอ ขณะที่จีนยังเดินหน้า คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่สหรัฐ คุณป๋า Jensen Huang บอกในทิศทางเดียวกันว่า อเมริกาต้องเดินหน้า AI และทำให้ทุกอุตสาหกรรม ทุกบริษัท และทุกรัฐได้ประโยชน์จาก AI race แต่สิ่งที่ทำให้คลิปนี้น่าสนใจกว่าคำว่า “robots will not take over” คือมันเกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกับที่ฝั่ง AI safety กำลังส่งสัญญาณคนละแบบ Jacob Coxon นักวิจัยที่เคยทำงานทั้ง #OpenAI และ #Anthropic ลาออกพร้อมเตือนเรื่องการแข่งขันสู่ self-improving superintelligence Evan Hubinger หัวหน้าทีม Alignment Science ของ Anthropic บอกว่าเขาประเมินโอกาสที่ AI จะฆ่ามนุษย์ทั้งหมดภายในทศวรรษนี้ไว้มากกว่า 10% และยอมรับว่า Anthropic ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนสำหรับ alignment ของ superintelligence จากนั้น Dario Amodei #Anthropic ออกบทความ We Must Pace the Frontier เรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการเพิ่ม capability ของ frontier AI เพื่อให้ safety ตามทัน ข้อเสนอที่จับต้องได้คือให้ independent evaluators เข้าไปอยู่ในแล็บแบบ embedded มี access ใกล้เคียงพนักงาน เพื่อตรวจสอบ safety จากข้างใน Sam Altman เห็นด้วยและบอกว่า #OpenAI จะทำแบบเดียวกัน Elon Musk ก็พูดสั้น ๆ ว่า “Dario is right” ตรงนี้ทำให้ภาพใหญ่เริ่มชัดขึ้น นี่ไม่ใช่แค่การถกเถียงว่า AI จะครองโลกหรือไม่ แต่กำลังกลายเป็นการแข่งขันระหว่าง 3 แรง Safety ต้องการเวลาเพื่อทดสอบและควบคุมระบบ Capital ต้องการให้ AI capability และ Compute เดินหน้าต่อ เพราะเงินลงทุนมหาศาลกำลังไหลเข้า data centers, chips และ power Geopolitics ต้องการให้สหรัฐรักษาความเป็นผู้นำเหนือจีน Jensen Huang จึงอยู่ตรงกลางของเกมนี้ เขาไม่ได้บอกว่า AI ไม่มีความเสี่ยง และยังสนับสนุนการพูดเรื่อง safety แต่เขาไม่เห็นด้วยกับกรอบ doomerism ที่มองว่า AI กำลังจะพาโลกไปสู่จุดจบ สำหรับ Nvidia เรื่องนี้มีผลโดยตรงค่ะ ยิ่ง frontier AI เดินหน้าเร็ว ความต้องการ Compute, networking, data centers และพลังงานก็ยิ่งเพิ่ม ถ้า AI labs ชะลอ capability อย่างมีนัยสำคัญ จังหวะการลงทุนใน AI infrastructure ก็มีโอกาสเปลี่ยนตาม แต่ถ้าสหรัฐฯเลือกเดินหน้าต่อเพื่อไม่เปิดช่องให้จีน ความต้องการ Compute อาจยังอยู่ใน supercycle ต่อไป แม้ safety debate จะร้อนแรงขึ้น อลิซมองว่า Trump กับ Amodei เนี่ยไม่ได้ตั้งคำถามเดียวกัน Trump กำลังถามว่า “เราจะยอมชะลอจนจีนแซงอเมริกาเหรอ?” ส่วน Amodei กำลังถามว่า “เราจะเร่งไปไกลแค่ไหน ก่อนที่เราจะมั่นใจว่าควบคุมสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้?” ทั้งสองคำถามมีเหตุผลในบริบทของตัวเองค่ะ และนี่คือจุดที่เรื่อง AI เริ่มหลุดออกจากโลกของเทคโนโลยี มันกำลังกลายเป็นเรื่องของ Capital allocation, Energy, Chips, Regulation และ Geopolitics พร้อมกัน ต้องจับตามองกันต่อค่ะว่า สหรัฐฯจะกำหนด “ความเร็ว” ของ AI ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกัน หรือด้วยตรรกะว่าใครช้ากว่าคือคนแพ้จีน 😳 เพราะถ้าเป็นอย่างหลัง AI race จะไม่ได้ถูกกำหนดแค่โดยว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้ แต่มันจะถูกกำหนดโดยว่าใครสร้าง Compute ได้เร็วกว่า ใครมีพลังงานมากกว่า และใครยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่าค่ะ 🤔 #AI #investing #TechStocks
3
20
39
6,458
Thailand still welcomes you to the Land of Smiles 🇹🇭 But the length of your smile just got shorter. Thailand’s 60-day visa-free scheme is officially over. As of September 15, 2026, the previous visa exemption covering 93 countries and territories has been revoked. This is not a rumor from a travel group. The new rules were published in the Royal Gazette on August 31 and confirmed by Thailand’s Ministry of Foreign Affairs. Here’s what changed. For ordinary passport holders, 60 countries and territories now receive up to 30 days visa-free for tourism. That includes the US, UK, EU countries, Australia, Canada, Japan, India, Singapore, Malaysia and the UAE. Mauritius and Seychelles receive 15 days. Visa on Arrival has also been cut to just three countries: Azerbaijan, Belarus and Serbia. The fee is 2,000 baht and the permitted stay is 15 days. If your passport is no longer covered by either arrangement, you may need to apply for an appropriate visa before travelling. But there is an important layer many travel posts miss. Bilateral agreements still exist. Argentina, Brazil, Chile and Peru have agreements allowing up to 90 days. South Korea also has a 90-day bilateral arrangement listed by Thai authorities, but the current embassy guidance says that arrangement is suspended. China, Hong Kong, Laos, Macao, Mongolia, Russia, Timor-Leste and Vietnam remain eligible for up to 30 days under bilateral agreements. Cambodia gets 14 days. Myanmar gets 14 days when entering through international airports. So passport nationality alone does not tell the whole story. The legal basis for your entry matters. And if you entered Thailand before September 15, you are not suddenly losing days. Thailand’s MFA says people already in the country under the previous scheme can remain until the date stamped in their passport. The new rules are not retroactive. For new arrivals, a 30-day visa exemption can generally be extended once for up to another 30 days at immigration, subject to approval and the applicable fee. One more thing: TDAC is still mandatory for foreign travellers and it is FREE. Submit it through the official Thailand Digital Arrival Card system within the three days before arrival, including the arrival date. And remember what visa exemption actually means. It is permission to enter under a specific exemption. It is not a work permit, not a remote-work visa and not permission to simply live in Thailand indefinitely. For longer stays or different purposes, Thailand has separate visa categories such as DTV, LTR and Non-Immigrant visas. The bigger picture? Thailand has not closed the door. It has changed the entry architecture. The Land of Smiles is still open. 😊 The clock just got shorter. #Thailand #Visa
3
1
23
2,783
ถ้าแผนนี้เกิดขึ้นจริง นี่อาจเป็นอีกก้าวที่น่าสนใจของ AI infrastructure ค่ะ สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่แค่เอา GPU ขึ้นอวกาศ แต่คือการแข่งขันเรื่อง compute กำลังขยายไปถึงทำเลที่ตั้งของ data center และแหล่งพลังงาน 🤔 ในมุม Macro ถ้า AI demand ยังโตต่อเนื่อง พลังงาน พื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานจะกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญไม่แพ้ชิป อวกาศอาจยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกที่สุดวันนี้ แต่กำลังกลายเป็นสนามทดลองใหม่ของเศรษฐกิจ AI ค่ะ 😊 #TechStocks #AI #investment *อลิซฝาก @AliceArcade เพจหมู่บ้านเดียวกันด้วยนะค๊า เลิฟๆ ❤️
🚀 พี่ @elonmusk บอก @SpaceX เตรียมส่งคอมพิวเตอร์ AI ของ NVIDIA ขึ้นวงโคจรในปี 2027 คร้าบ #เด็กแว้นหมู่บ้านอลิซคริปโต พาไปส่องแผน Starmind ของ SpaceX ที่ไม่ได้จะส่งแค่ดาวเทียมสื่อสารขึ้นฟ้าครับ แต่กำลังวางแผนเอาคอมพิวเตอร์ระดับดาต้าเซ็นเตอร์ไปทำงานในอวกาศด้วย Elon Musk บอกว่าเขามั่นใจสูงมากว่า SpaceX จะส่งเครื่อง Vera Rubin NVL72 ของ NVIDIA ขึ้นอวกาศในปีหน้า โดยเครื่องจะติดตั้งบนดาวเทียม Starmind AI1 ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นศูนย์ประมวลผล AI บนวงโคจร 📊 ข้อมูลคือ NVIDIA เริ่มเปิดตัวแพลตฟอร์ม Space-1 Vera Rubin ตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยปรับให้เหมาะกับข้อจำกัดของอวกาศทั้งเรื่องขนาด น้ำหนัก และพลังงาน ส่วน SpaceX ตั้งเป้าส่งชุดแรกช่วงไตรมาส 4 ปี 2027 และขยายให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในปี 2028 นอกจาก SpaceX แล้ว ยังมี Axiom Space, Starcloud และ Planet Labs ที่กำลังทดลองทำศูนย์คอมพิวเตอร์ในอวกาศเหมือนกัน โดย Starcloud เคยส่ง GPU NVIDIA H100 ขึ้นไปแล้วในปี 2025 แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเชื่อครับ นักวิเคราะห์ Gartner มองว่ากระแสศูนย์ AI บนอวกาศกำลังเข้าสู่ช่วง “บ้าสุด ๆ” เพราะยังไม่ชัดว่าจะเอาข้อมูลจากโลกขึ้นไปประมวลผลแล้วคุ้มจริงแค่ไหน แปลแบบบ้านๆคือ เราอาจได้เห็นดาต้าเซ็นเตอร์ลอยอยู่บนฟ้า ก่อนที่หลายเมืองบนโลกจะมีไฟฟ้าพอเลี้ยง AI กันเสียอีก ความจี๊ดคือ SpaceX ยังขออนุญาตปล่อยดาวเทียมได้ถึง 1 ล้านดวง งานนี้จึงไม่ได้มีแค่เรื่อง AI แต่ยังลากปัญหาขยะอวกาศ แสงรบกวน และความคุ้มค่ามาชนกันเต็ม ๆ คร้าบ รายงานโดย #เด็กแว้นหมู่บ้านอลิซคริปโต 😉 #SpaceX #NVIDIA #AI #Starmind #SpaceComputing
1
10
2,253
Revolut บริษัทเทคการเงินระดับโลก (ส่วนมากเรียกว่า"นีโอแบงก์" หรือธนาคารดิจิทัล) โดนเรียกค่าไถ่แลกกับข้อมูลลูกค้าค่ะ 🫩 #Revolut ไม่ได้ถูกแฮ็กแบบที่เราเข้าใจกันทั่วไป แต่เกิดจากที่บริษัทส่งข้อมูลลูกค้าที่ละเอียดอ่อนมากให้บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต เพราะเชื่อว่าคำขอทางอีเมลมาจากหน่วยงานรัฐบาลจริงค่ะ 😭 นี่อาจเป็นส่วนที่น่ากลัวกว่าการถูกเจาะระบบค่ะ เมื่อวันที่ 12 ก.ย. Revolut ยืนยันว่า มีบุคคลภายนอกใช้บัญชีอีเมลบนโดเมนของหน่วยงานรัฐบาลจริง ส่งคำขอข้อมูลลูกค้าที่เป็นเท็จ Revolut ระบุว่า ระบบและเงินของลูกค้าไม่ได้ถูกเจาะหรือถูกขโมย และบริษัทได้ปิดกั้นอีเมลดังกล่าว พร้อมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ หน่วยงานคุ้มครองข้อมูล และหน่วยงานกำกับดูแล แต่ข้อมูลที่ถูกส่งออกไปนั้นมีความละเอียดอ่อนมากกกก ผลกระทบลูกค้า อาจรวมถึง ชื่อ วันเกิด อาชีพ และที่อยู่ อีเมลและเบอร์โทรศัพท์ สำเนาพาสปอร์ตหรือใบขับขี่ ภาพ selfie สำหรับยืนยันตัวตน Bank statements และ IBAN ข้อมูลบัญชีและประวัติการถอนเงิน รวมถึงประวัติธุรกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ #Bitcoin 🫨 Revolut บอกว่า biometric facial telemetry ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงเทคนิคจากระบบตรวจจับใบหน้า ไม่ได้ถูกเปิดเผย แต่ภาพ selfie ที่ใช้ตอน onboarding ถูกระบุอยู่ในข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบ และตรงนี้คือประเด็นที่อลิซมองว่าสำคัญค่ะ นี่ไม่ใช่แค่ data leak มันคือการนำ “ตัวตนในโลกจริง” มาเชื่อมเข้ากับ “พฤติกรรมทางการเงินบนบล็อกเชน” ชื่อจริง + ที่อยู่ + Passport + Selfie + IBAN + ประวัติ Bitcoin ชุดข้อมูลแบบนี้มีมูลค่าสูงมากสำหรับการทำ social engineering, phishing, identity fraud และการเจาะจงเป้าหมายในอนาคต ที่น่าสนใจคือช่องโหว่ไม่ได้เกิดจาก zero-day หรือ malware แต่เกิดจากคำถามที่ง่ายกว่านั้นมาก “คนที่ขอข้อมูล มีอำนาจตามกฎหมายจริงหรือไม่?” Email authentication สามารถพิสูจน์ได้ว่าอีเมลมาจากโดเมนที่ถูกต้อง แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่า “คนที่อยู่หลังอีเมลนั้น” มีอำนาจในการขอข้อมูลหรือไม่ นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับธนาคารและ Fintech ในยุคที่ KYC กลายเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ค่ะ ยิ่งเรารวมข้อมูลตัวตนกับข้อมูลการเงินไว้ในที่เดียว ข้อมูลชุดนั้นก็ยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้นสำหรับผู้โจมตี ส่วนข่าวเรื่องผู้โจมตีเรียกค่าไถ่ 10,000 BTC ยังไม่มีการยืนยันจาก Revolut หรือหน่วยงานรัฐ จึงควรมองเป็น claim ที่ยังไม่ confirmed นะคะ สิ่งที่ confirmed แล้วน่ากังวลพออยู่แล้ว เพราะครั้งนี้ไม่ได้มีใครขโมย Bitcoin จากบัญชี แค่ได้รู้ว่า “ใครเป็นใคร” และ “เงินเคยเคลื่อนที่ไปทางไหน” ก็อาจเพียงพอที่จะสร้างความเสี่ยงรอบใหม่ได้แระค่ะ นี่จึงเป็นอีกครั้งที่โลกการเงินกำลังเจอปัญหาใหม่ของ KYC เราสร้างระบบเพื่อ “รู้จักลูกค้า” แต่คำถามที่ต้องเพิ่มเข้ามาคือ “แล้วเรารู้จักคนที่กำลังขอข้อมูลของลูกค้าดีพอหรือยัง?” 🤔 #BTC #investing #cybersecurity
10
2,383
Sam Altman ณ #OpenAI บอกชัดแล้วค่ะว่า IPO จะไม่เกิดขึ้นในปี 2026 😳 Sam Altman ให้สัมภาษณ์กับ Fortune ว่า ตอนนี้ยังเป็น “ill-advised moment” สำหรับการนำบริษัทเข้าตลาด และเมื่อถูกถามตรง ๆ ว่า IPO ในปี 2026 ยังเป็นไปได้ไหม คำตอบคือ “not 2026” เหตุผลที่น่าสนใจคือ Altman ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่อง valuation หรือสภาพตลาด แต่พูดถึง safety และ alignment ด้วยค่ะ OpenAI ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำเพื่อให้มั่นใจว่าระบบ AI ที่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ รวมถึงการทำงานร่วมกับรัฐบาล และเขายังต้องการความยืดหยุ่นแบบบริษัทเอกชนในการตัดสินใจ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากผู้ถือหุ้นและผลประกอบการรายไตรมาส และเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆนะคะ ไม่กี่วันก่อน Jacob Coxon นักวิจัยจาก #Anthropic ลาออกและออกมาเตือนว่า frontier labs กำลังเร่งเข้าสู่ยุคของ self-improving superintelligence Evan Hubinger หัวหน้าทีม Alignment Science ของ Anthropic ก็ออกมาระบุว่าเขาเองประเมินโอกาสที่ AI จะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษย์ภายในทศวรรษนี้ไว้มากกว่า 10% พร้อมยอมรับว่าบริษัทยังไม่มีแผนที่ชัดเจนสำหรับการทำ alignment ของ superintelligence จากนั้น Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ก็ออกบทความ We Must Pace the Frontier เรียกร้องให้อุตสาหกรรมชะลอความเร็วของการพัฒนาความสามารถของ frontier models เพื่อให้ safety ตามทัน สิ่งที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้เรียกร้องให้หยุดวิจัย AI ทั้งหมด แต่เสนอให้เพิ่มกลไกตรวจสอบจากภายนอกเข้าไปในแล็บ หนึ่งในนั้นคือ embedded evaluators หรือผู้ประเมินภายนอก เช่น METR ที่เข้าไปทำงานใกล้ชิดกับทีมภายใน สามารถเข้าถึงสภาพแวดล้อมการทำงานและตรวจสอบว่ามาตรการด้าน safety ที่บริษัทประกาศนั้นถูกนำไปใช้จริงหรือไม่ รวมถึงประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ระหว่างการฝึกโมเดล Sam Altman รีโพสต์และบอกว่า เห็นด้วยกับ Dario พร้อมระบุว่า OpenAI จะทำในลักษณะเดียวกัน คุณป๋า Elon Musk ก็โพสต์เห็นด้วยสั้น ๆ ว่า “Dario is right” อันนี้คือปรากฏการณ์เขย่าวงการเทคค่ะ สามตัวตึงแห่งโลก AI เห็นพ้องต้องกัน 🔥 ตรงนี้ทำให้ภาพใหญ่เริ่มน่าสนใจมากขึ้น OpenAI ไม่ได้ประกาศยกเลิก IPO ไปตลอดกาล บริษัทเคยยื่นเอกสารต่อ SEC แบบ confidential แล้ว และคำพูดล่าสุดคือไม่ใช่ปี 2026 โดยปี 2027 ยังเป็นกรอบเวลาที่ตลาดจับตา Anthropic เองก็ยังเดินหน้าเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดทุนอยู่เช่นกันค่ะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ทุกบริษัท AI กำลังปิดประตูตลาดทุนพร้อมกัน แต่เป็นสัญญาณว่า frontier AI กำลังเข้าสู่จุดที่เรื่อง safety เริ่มเชื่อมโดยตรงกับโครงสร้างบริษัทและเงินทุน เพราะเมื่อบริษัทเป็นมหาชน เกมจะเปลี่ยนทันที ต้องโตทุกไตรมาส ต้องอธิบาย capex ต้องรักษาความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น และต้องตอบคำถามว่าการลงทุนมหาศาลใน compute จะเปลี่ยนเป็นรายได้ & กำไรได้อย่างไร 👀 บริษัทเอกชนยังมีพื้นที่มากกว่าในการชะลอการเปิดตัว หยุดการฝึกบางระบบ หรือเปลี่ยนแผนโดยไม่ต้องรับแรงกดดันจากตลาดทุกวัน นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคำถามเรื่อง IPO ของ OpenAI อาจมีความหมายมากกว่าแค่ “จะเข้าตลาดเมื่อไหร่” มันกำลังสะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ถ้า AI กำลังเข้าใกล้ระบบที่สามารถพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทควรมีอิสระในการชะลอหรือหยุดตรงไหน ก่อนที่แรงกดดันจากการแข่งขันและตลาดทุนจะทำให้การชะลอกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ตรงนี้เองที่ต้องจับตาในอีก 3 ถึง 6 เดือนข้างหน้าค่ะ คำว่า “pace the frontier” จะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงในวิธีพัฒนาและปล่อยโมเดล หรือจะเป็นเพียงภาษาที่ดูดีขึ้นในขณะที่การแข่งขันยังเดินหน้าเต็มสปีด ถ้า safety เริ่มเปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจของ frontier labs จริง นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม แต่ถ้าโมเดลรุ่นถัดไปยังถูกปล่อยออกมาตามจังหวะเดิม ตลาดก็คงเป็นคนตอบเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนเกม หรือแค่การเปลี่ยนคำพูดค่ะ 🤔 #AI #investing #techstocks
1
6
24
3,124
ตลาดสหรัฐฯซึ่งปิดแดงแจ๋ กำลังน่าจับตามองค่ะ 🔻 Trump เสนอ “Trump Dividend” แจกเงิน $5,000 ให้ผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน(อายุ 18 ปีขึ้นไป เป็น U.S. citizen) หาก Republicans รักษาเสียงข้างมากในทั้งสองสภา😳 🔻 10Y Treasury yield ขึ้นมาใกล้ 5% แตะประมาณ 4.95% สูงสุดในรอบหลายปี 🔻 ตลาดเริ่มเพิ่มน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed โดยโอกาสขึ้นภายในเดือนตุลาคมเคยขึ้นไปถึงราว 73% 🔻 WTI ทะลุ $100 และปิดที่ $102.48 ขณะที่ Brent อยู่เหนือ $107 🔻 ราคาพลังงานกำลังกลับมาเป็นปัญหาเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเมื่อสงครามและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางยังไม่จบ 🔻 หนี้รัฐบาลสหรัฐทะลุ $40 ล้านล้านแล้ว นี่คือสิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าสนใจกว่าการดูตัวเลขทีละตัว เพราะทั้ง 6 เรื่องกำลังเชื่อมกันผ่าน “ต้นทุนเงิน” ค่ะ น้ำมันขึ้น เงินเฟ้อมีโอกาสกลับมา ตลาดลดความหวังเรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงิน Bond yield ขึ้น ต้นทุนกู้ยืมของรัฐบาลและภาคเอกชนสูงขึ้น Valuation ของหุ้น โดยเฉพาะหุ้น Growth และ Tech ถูกกดดัน ขณะเดียวกันรัฐบาลสหรัฐกำลังพูดถึงการแจกเงินอีกประมาณ $1.2 ล้านล้าน หากจ่าย $5,000 ให้ผู้ใหญ่ราว 240 ล้านคน ปัญหาคือเงินก้อนนี้ยังไม่มีแหล่งเงินที่ชัดเจน และรายได้จากภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายระดับนี้ ขณะที่หนี้สหรัฐก็เพิ่งทะลุ $40T นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องที่คุณปู่Trump จะแจกเงินค่ะ ตลาดพันธบัตรกำลังถามคำถามที่ใหญ่กว่า ถ้ารัฐบาลต้องกู้เพิ่ม ในช่วงที่น้ำมันกำลังผลักเงินเฟ้อกลับขึ้นมา ใครจะเป็นคนรับ supply ของ Treasury ที่เพิ่มขึ้น และต้องการผลตอบแทนเท่าไร? นั่นคือเหตุผลที่ 10Y yield ใกล้ 5% น่าจับตามาก เพราะถ้า 5% กลายเป็นระดับที่ตลาดยอมรับได้ใหม่ ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่พันธบัตร มันจะไหลไป mortgage สินเชื่อ หุ้น Growth Tech valuation Private credit และท้ายที่สุดคือราคาของเงินในระบบทั้งหมด ส่วนตลาดหุ้นในภาพก็เริ่มสะท้อนแรงกดดันนี้แระค่ะ โดย Nasdaq ปรับลงต่อเนื่อง ขณะที่หุ้น Tech และ #AI หลายตัวอยู่ในแดนแดง และนี่คือเรื่องที่อลิซคิดว่าน่าจับตาที่สุดตอนนี้ค่ะ ไม่ใช่แค่ “น้ำมันขึ้น” ไม่ใช่แค่ “Fed จะขึ้นดอกเบี้ย” แต่คือ Fiscal expansion + Energy inflation + Higher yields กำลังมาเจอกันในช่วงเดียวกับที่หนี้สหรัฐอยู่เหนือ $40T ถ้า Bond market เริ่มเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้นเรื่อยๆเนี่ย Treasury yield อาจกลายเป็นตัวแปรที่กำหนดราคาของสินทรัพย์แทบทุกอย่างในตลาดอีกครั้งค่ะ 💰 #AI #investing #TechStocks
1
2
16
2,768
แอบส่องพอร์ตวาฬกันซักนี้ดดด Michael Burry กำลังลดความเสี่ยงทั้งพอร์ตค่ะ แต่ยังไม่ได้เลิกเดิมพันฝั่งหมีกับ AI 🫩 คุณป๋า Michael Burry (The Big Short ) เปิดเผยในโพสต์ล่าสุดว่า เดือนก.ย.เนี่ยเขา ลดความเสี่ยงทั้งพอร์ต ลดขนาดทุกสถานะ และถือเงินสดเพิ่มเพื่อรอดูตลาดช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเขามองว่าจะเป็นช่วงที่น่าสนใจ จุดที่ทำให้ตลาดจับตาคือคุณป๋า Burry ปิด put ของ #Nvidia และ #Palantir ที่หมดอายุเดือนธ.ค. 2026 ออกทั้งหมด โดยไม่ได้ roll ต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเขากลับมา bullish นะคะ 🤔 เขายังถือ put ของ Palantir และ QQQ ที่หมดอายุปี 2027 และยังคง short หุ้นและ ETF ในกลุ่ม AI และ semiconductor อยู่ Short positions ใหญ่สุดตามลำดับล่าสุดคือ 1. Oracle 2. Palantir 3. Nebius 4. Nvidia 5. SOXX 6. Micron 7. Caterpillar 8. CoreWeave ส่วนฝั่ง Long ที่ใหญ่ที่สุดยังเป็น 1. Lululemon 2. Molina Healthcare 3. MercadoLibre ที่น่าสนใจกว่าการดูว่าคุณป๋า Burry ยัง short หุ้นตัวไหน เพราะสิ่งที่เขากำลังทำอาจเรียกได้ว่าเป็นการลด “ขนาดของการเดิมพัน” แต่ยังรักษา “มุมมองเดิม” เอาไว้ การปิด put ที่ใกล้หมดอายุไม่ได้แปลว่า thesis เปลี่ยน เพราะ option มีต้นทุนเวลาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อวันหมดอายุใกล้เข้ามา ถ้ามุมมองของเขาเป็นเรื่องวงจร AI ระยะยาว การถือ position ที่มีเวลาจำกัดมากเกินไปอาจทำให้ time decay กลายเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น เราเลยเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่าง short-term exposure กับ long-term thesis แล้วคุณป๋า Burry กำลังมองอะไรเนี่ย? คหสต อลิซไม่ใช่แค่คำถามว่า “AI ดีหรือไม่ดี”นะคะ แต่คือเศรษฐศาสตร์ของ AI boom ตอนนี้บริษัทจำนวนมากกำลังลงทุนมหาศาลใน data center, GPU, networking และพลังงาน เพื่อรองรับความต้องการ AI ในอนาคต คำถามคือรายได้และกระแสเงินสดในอนาคตจะโตทันเงินทุนที่กำลังถูกใส่เข้าไปหรือไม่ ถ้า AI productivity และ demand โตเร็วกว่าที่ตลาดคาด การลงทุนเหล่านี้อาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คุ้มค่า แต่ถ้า capex โตเร็วกว่ารายได้ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ผลตอบแทนต่อเงินลงทุนก็อาจเริ่มถูกกดลง นี่อธิบายได้ว่าทำไม Oracle, CoreWeave และ Nebius จึงน่าสนใจใน thesis ของคุณป๋า Burry เพราะบริษัทเหล่านี้อยู่ใกล้กับหัวใจของ AI infrastructure boom มากกว่าการเป็นแค่ผู้ผลิตชิป ส่วน #SOXX และ #Micron คือการเล่นกับความเสี่ยงของวงจร semiconductor ในภาพกว้าง ขณะที่ Nvidia คือการเดิมพันกับ valuation และความคาดหวังที่สูงมากของผู้นำ AI accelerator ฝั่ง Long ก็เล่าเรื่องอีกด้านค่ะ Lululemon, Molina Healthcare และ MercadoLibre ไม่ใช่เดิมพัน AI แต่เป็นธุรกิจที่ Burry มองว่ามีโอกาสได้รับประโยชน์จาก valuation ที่ถูกกดลง หรือจากการฟื้นตัวของผลประกอบการในอนาคต พอร์ตจึงมีลักษณะคล้าย barbell ถือธุรกิจที่เขามองว่ามีมูลค่าหรือมีโอกาสฟื้นตัวอยู่ฝั่งหนึ่ง ชอร์ตสินทรัพย์ที่เขามองว่าราคาและความคาดหวังอาจถูกขับเคลื่อนด้วยวงจร AI มากเกินไปอยู่อีกฝั่ง และเพิ่มเงินสดไว้ตรงกลาง 💰 เคสเนี้ยไม่ใช่ว่าคุณป๋า Burry ยกธงขาวหุ้น AI นะคะ แต่เป็นการบอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องถือความเสี่ยงเต็มพอร์ต ในขณะที่รอดูว่าตลาดจะเริ่มตั้งคำถามกับ AI boom เมื่อไหร่ ถ้าวันหนึ่งตลาดเริ่มเปลี่ยนจากการให้มูลค่ากับ “ความสามารถในการสร้างรายได้จาก AI” ไปสู่การตรวจสอบ “คุณภาพของรายได้ กระแสเงินสด หนี้ และผลตอบแทนจากเงินลงทุน” เมื่อนั้นแหละค่ะที่ thesis ของคุณป๋า Burry จะเริ่มถูกทดสอบจริง ๆ และการที่เขาถือเงินสดเพิ่มในวันนี้ อาจไม่ได้หมายความว่าเขารู้ว่าตลาดจะร่วงลงเมื่อไหร่ แต่อาจหมายความว่าเขาอยากมีอิสระที่จะรอให้ตลาดเป็นคนตอบคำถามนั้นเองค่ะ 📉 #AI #investing #TechStocks
2
13
2,880