ถ้าเป็นเรา ก็คงการได้อยู่บ้านพักที่ทำงานพ่อ ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง อยู่บ้านพักตามชนบท ที่โทรมๆ ประตูพัง หน้าต่างก็พัง อย่างกะบ้านผีสิง แต่ยุคนั้นอาจจะดีหน่อยที่พ่อทำงานเป็นพนักงานในข้าราชการยังไม่ได้บรรจุเลยได้พักที่นี่
วัยประถม เด็กๆ รอบบ้านได้ไปเรียนพวกเทศบาล ต่างจังหวัดเทศบาลก็ถือว่าดีนะยุคนั้น ส่วนเรากับพี่ชาย ต้องพากันเดินไป โรงเรียนประถม และเป็นโรงเรียนวัดด้วย พวกเราสองคนเลยตั้งใจเรียนมากๆ หวังว่าโตขึ้นชีวิตจะดีขึ้น
และชีวิตช่วงประถมนั้นก็ดีขึ้นนิดหน่อย บุญวาสนามาก จากที่บ้านพักชลประทานกำลังจะรื้อถอนพ่อก็ทำเรื่องขออยู่ก่อน และก็ได้ข่าวดีจากพี่น้องพ่อว่าถูกหวยรางวัลที่ 1 เลยแบ่งให้พ่อที่เป็นน้องชายได้ปลูกบ้านหลังเล็กๆอยู่กันสี่คนพ่อแม่ลูกพี่ คือขอบคุณมากๆ นึกถึงตลอด และเราก็รอด มาได้ 1 เรื่อง
ผ่านไปสักพัก พ่อก็ได้ตำแหน่งราชการ ช่วงอยู่ป.6 ได้ กู้ซื้อจักรเย็บผ้า สามตัว มารับเย็บเองที่บ้าน ช่วงนั้นแหละ เราสองพี่น้อง ต้องเป็นลูกมือให้แม่ พี่ชายเราเย็บผ้าเก่งมากนะ ลูกสาวเย็บพังเลยไม่เคยได้เย็บเลย ได้แต่เรียงผ้า ตัดด้าย เช็คนี่นั่น และจักรเย็บผ้า กับที่นอน คืออยู่ในห้องเดียวกัน เสียงสนั่นสั่นไหวมาก แต่หลับได้ งง มาก
จำได้แต่ว่า แม่จะเย็บผ้าตั้งแต่เช้า ช่วงเจ้าขุนทองฉาย จนดึกมาก เราเลยติดการนอนดึกตามพ่อแม่มาก ส่วนพ่อหลังเลิกงานก็กลับมาช่วยแม่เย็บผ้า เรารู้สึกว่าช่วงชีวิตของพวกท่านมีงานเกือบจะ 24 ชมเลย เพื่อหาเงินส่งลูกๆไปเรียนดีๆ
ม.ต้น ม.ปลายได้เรียน โรงเรียนประจำอำเภอและ ดีใจมาก สอบติดด้วย ตื่นเต้น ได้เรียน โรงเรียนที่มีนักเรียนเป็นพันคน (ประถม รร วัด มี 25 คนได้) ตอนนั้นเพื่อนๆ มักจะมีเงินกัน มีโทรสับ มีรถหรูๆมารับ กินขนมนั่นนี่ ส่วนเราก็นั่งรถสองแถวกลับบ้าน แต่ก็แปลกตอนนั้นไม่น้อยใจชีวิตนะ แค่รู้สึกว่า ชั้นต้องทำให้ดี ทำให้บ้านมีเงินให้ได้
พอเราอยู่ ม.ปลาย พี่ชายเราเรียนจบเทคนิคละ และรู้สึกว่าหลังจากนั้นชีวิตที่บ้านดีขึ้นมากเลย ไม่อด ไม่เครียดเหมือนเมื่อก่อน
สุดท้ายมหาลัย พี่ชายเราส่งเราเรียนแหละ น่ารักมากเย้ย และสิ่งที่ภูมิใจ คือได้เข้า ม.เกษตร จากที่คนแถวบ้านมักมาพูดกับพ่อกับแม่เสมอว่า ลูกเอ็งอ่ะจะไปได้ถึงไหน ยิ่งเข้า กทม. อีก ติดเหล้าติดยา เอาปริญญาไปฟาดมาแย้ว แบบนิ่มๆ
ถามคนที่บ้านจน เหตุการณ์ไหนที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าตัวเองบ้านจนบ้างคะ 🥹