Tech & Biz Ecosystem Leader. This account will be provided in Thai. (Follow @TechsauceGlobal for English content)

เครื่องดื่มที่เราคุ้นเคยและหยิบดื่มกันอยู่ทุกวันอย่าง กระทิงแดง เรดบูล สปอนเซอร์ หรือแม้แต่แมนซั่ม เบื้องหลังไม่ได้มีแค่เรื่องของรสชาติและความสดชื่น เพราะกว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นต้องผ่านทั้งกระบวนการวิจัย การคิดค้นสูตร และการออกแบบส่วนผสมให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ถ้าเราลองเจาะลึกเข้าไปดูเบื้องหลังการพัฒนาจะพบว่าในทุกขวด ทุกกระป๋องที่เราถืออยู่มีเรื่องของ ‘นวัตกรรม’ ซ่อนอยู่ไม่น้อย . ในงาน KMITL EXPO 2026: FROM LAB TO LIFE กลุ่มธุรกิจ TCP หรือกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของไทย ชวนมาเปิดดูเบื้องหลังเหล่านี้ผ่านบูธที่รวมทั้งนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์และกิจกรรมที่ให้ผู้เข้าชมได้ลองสัมผัสด้วยตัวเอง ตั้งแต่เครื่องดื่มที่เราคุ้นเคยไปจนถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ . 3 ผลิตภัณฑ์เด่นที่น่าสนใจจากบูธ TCP . ไฮไลต์สำคัญของบูธครั้งนี้อยู่ที่ 3 ผลิตภัณฑ์ที่นำมาให้ได้ทำความรู้จักกันแบบใกล้ ๆ พร้อมชู Energy Gel นวัตกรรมใหม่ ที่ทำมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนมากขึ้น . ผลิตภัณฑ์ตัวแรกคือผลิตภัณฑ์ที่จับกลุ่มคนออกกำลังกายโดยตรงและเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดคือ Sponsor Pro Energy Gel+ เจลให้พลังงานผสมเกลือแร่ที่พัฒนาร่วมกับนักโภชนาการการกีฬาและนักวิ่งไทย ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรีต่อซอง โดยใช้ Cluster Dextrin™ ซึ่งเป็นนวัตกรรมคาร์โบไฮเดรตหลักที่ออกแบบมาเพื่อให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง และลดโอกาสเกิดอาการจุกท้องระหว่างวิ่ง มี 2 รสชาติ ได้แก่ รสออริจินัลและรสแตงโม เบอร์รี่ โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้ . การมีผลิตภัณฑ์ประเภท Energy Gel เพิ่มเข้ามาทำให้เห็นว่าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Sponsor มีตัวเลือกที่ออกแบบมาให้ตรงกับลักษณะการใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่ออกกำลังกายและต้องการเติมพลังงานระหว่างกิจกรรม . ผลิตภัณฑ์ตัวที่สอง คือ Red Bull Soda เครื่องดื่มเอเนอร์จี้โซดาที่เพิ่มความแตกต่างจากให้พลังงานแบบเดิมด้วยรสชาติที่อร่อย ซ่าและมีกลิ่นผลไม้ พร้อมทอรีน 500 มิลลิกรัม รวมถึงวิตามินบี 3 บี 6 และบี 12 เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่มองหาเครื่องดื่มให้พลังงานในรูปแบบที่ดื่มง่าย ไม่มีน้ำตาลและเข้ากับไลฟ์สไตล์มากขึ้น . หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องชูจุดเด่นที่ Taurine จริง ๆ แล้วทอรีนเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถสร้างได้เอง และพบได้ในหลายส่วนของร่างกาย เช่น สมอง หัวใจ และกล้ามเนื้อ โดยร่างกายอาจต้องการสารอาหารต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในบางช่วงที่ต้องใช้พลังงานมากหรือพักผ่อนน้อย แนวคิดของผลิตภัณฑ์จึงอยู่ที่การนำส่วนผสมมาปรับรูปแบบและรสชาติให้เข้ากับผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น . อีกผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจคือ Sponsor Isotonic เครื่องดื่มเกลือแร่รูปแบบ Isotonic ครั้งแรกของไทย ที่ออกแบบให้มีความเข้มข้นใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำและเกลือแร่ได้อย่างรวดเร็ว มาพร้อมรสส้มคาลามานซี หวานน้อย ดื่มง่าย และด้วยรูปแบบดังกล่าวเครื่องดื่มนี้จึงเหมาะกับคนที่ต้องการเติมน้ำและเกลือแร่หลังเสียเหงื่อ ไม่ว่าจะจากการออกกำลังกาย กิจกรรมต่าง ๆ หรือการต้องอยู่ท่ามกลางอากาศร้อน รวมถึงคนที่มองหาเครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีรสชาติไม่หวานจัด . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/news/tcp-bevera…
297
Beacon VC บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ จัด ‘SME Growth Formula สูตรลับธุรกิจโตไปได้อีก’ สัมมนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่รวมผู้ก่อตั้ง/ซีอีโอสตาร์ทอัพตัวท็อปในพอร์ตโฟลิโอมาอยู่บนเวทีเดียวกัน . ไม่ว่าจะเป็น FlowAccount, HumanSoft, PRIMO และ LINE MAN Wongnai ที่มาแชร์กระบวนการคิด การใช้โซลูชันและ AI ช่วยแก้ปัญหา รวมถึงคำแนะนำสำคัญของผู้ประกอบการยุคนี้ ใน 3 หัวข้อหลัก . 1) ‘AI-Powered Commerce: ใช้ AI เปลี่ยนข้อมูลลูกค้าให้ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ’ นำเสนอกรณีศึกษาการใช้ข้อมูลของ JOURNAL และการพัฒนา Agentic Workflow ที่มี PRIMO เสริมแกร่งอยู่หลังบ้าน . 2) ‘SME Scale-up Playbook: สร้างระบบองค์กรให้พร้อมสำหรับการเติบโต’ นำเสนอสัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่า ‘ธุรกิจ’ โตเร็วกว่า ‘ระบบ’ พร้อมแนะการจัดลำดับความสำคัญสำหรับธุรกิจที่มีข้อจำกัด . 3) ‘Decoding Growth Formula: ถอดรหัสธุรกิจดาวรุ่งจาก Insight ของ SME กว่าแสนร้านบน LINE MAN Wongnai’ ที่มาเผยอินไซต์ พฤติกรรมผู้บริโภค และคำแนะนำเพื่อให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มโตอย่างยั่งยืน . บทความนี้เป็น Advertorial . #BeaconVC #SMEGrowthFormula #LINEMANWongnai #FlowAccount #HumanSoft #primosgay . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/tech-and-biz/be…
189
ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย “AI” กำลังเข้ามาเป็นความสามารถสำคัญของภาคธุรกิจ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ไปจนถึงสร้างโอกาสใหม่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่คือ “ธุรกิจพร้อมแค่ไหนที่จะทำให้ AI สร้างผลลัพธ์ได้จริงโจทย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับองค์กรขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ . แต่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคของประเทศ ขณะที่แต่ละพื้นที่มีบริบททางเศรษฐกิจ รูปแบบธุรกิจ และความท้าทายแตกต่างกัน ทำให้การนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่สามารถใช้สูตรเดียวกันได้ทั้งหมด . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/pr-news/ais-bus…
168
การพูดถึง ‘Longevity’ หรือการมีชีวิตที่ยืนยาว มักพาเราไปสู่เรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพประจำปี ทว่าคุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีด้วยการชี้ว่าคำที่หายไปจากบทสนทนานี้มาตลอด คือคำว่าเงิน . บนเวทีแถลงข่าวภายใต้ธีม ‘Longevity is a Trend’ คุณสาระ ชวนมองว่าสมการของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพประกอบด้วยสามส่วนที่ต้องสมดุลกัน ได้แก่ ช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น (Lifespan) ช่วงเวลาที่ร่างกายยังแข็งแรง (Healthspan) และความมั่นคงทางการเงินที่เพียงพอตลอดชีวิต (Wealthspan) โดยส่วนหลังสุดคือส่วนที่สังคมไทยพูดถึงน้อยที่สุด ทั้งที่เป็นตัวแปรที่ตัดสินว่าอีกสองส่วนจะมีความหมายหรือไม่ . คุณสาระนั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทที่อยู่คู่สังคมไทยมา 75 ปี และเป็นผู้ที่ผลักดันการหารือระหว่างภาคธุรกิจประกันชีวิตกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในหลายเรื่อง การหยิบประเด็นโครงสร้างประชากรขึ้นมาก่อนพูดถึงผลิตภัณฑ์ จึงเป็นการวางกรอบว่าบริษัทประกันชีวิตกำลังมองปัญหานี้ในระดับใด . [อาเซียนมีแค่สองประเทศที่แก่จริง และไทยเป็นหนึ่งในนั้น] . คุณสาระ ระบุว่าในกลุ่มประเทศอาเซียน มีเพียงสิงคโปร์และไทยเท่านั้นที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยเกณฑ์ที่ใช้คือสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราการเสียชีวิตของไทยแซงอัตราการเกิดมาเป็นเวลานานแล้ว . ตัวเลขที่คุณสาระ ยกขึ้นมาประกอบคือการคาดประมาณของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่าหากแนวโน้มการเกิดยังเป็นเช่นนี้ ประชากรไทยจะลดจากราว 66 ล้านคน เหลือ 33 ล้านคนภายในปี 2083 หรืออีกราว 60 ปีข้างหน้า และประชากรวัยแรงงานอายุ 15 ถึง 64 ปี จะหดจาก 46 ล้านคน เหลือเพียง 14 ล้านคน . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/news/mtl-longev…
1
214
ประกาศรายชื่อแชมป์ TICTA 2026 เจาะลึกนวัตกรรมเด่นที่ช่วยแก้ปัญหาธุรกิจ พร้อมความหวังใหม่จากผลงานเด็กไทย . สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ประกาศรางวัลผลงานเทคโนโลยีดิจิทัลดีเด่นแห่งปี 2026 ในการประกวด Thailand ICT Awards (TICTA) ครั้งที่ 22 โดยมอบรางวัลให้กับผลงานที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ 10 ผลงาน รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 11 ผลงาน และรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 10 ผลงาน ซึ่งผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานไทย ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล พร้อมต่อยอดสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคบนเวที Asia Pacific ICT Alliance (APICTA) Awards . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/pr-news/ticta-a…
132
รองนายกฯ เอกนิติ นำทีมลงพื้นที่เยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTEC) ติดตามมาตรการ Skill Bridge ชู Learning Factory ตั้งเป้าพัฒนา 1 พันคน ภายใน 6 เดือน ป้อนอุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และเซมิคอนดักเตอร์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการเชื่อมโยงการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงกับการพัฒนาทักษะแรงงานอย่างเป็นระบบ . นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยเลขาธิการบีโอไอและคณะ ได้เข้าเยี่ยมชม สถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (Sumipol Institute of Manufacturing Technology Excellence: SIMTEC) ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอภายใต้มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) เพื่อติดตามความคืบหน้าของการพัฒนาบุคลากร พร้อมพูดคุยกับผู้เข้ารับการฝึกอบรมและเยี่ยมชม Learning Factory ซึ่งเป็นพื้นที่ ฝึกปฏิบัติจากกระบวนการผลิตจริง เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านโรงงานอัจฉริยะและโรงงานสีเขียว . บริษัท สุมิพล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมไทยมายาวนานกว่า 40 ปี โดยดำเนินธุรกิจด้านเครื่องจักรกล เครื่องมือขึ้นรูปโลหะ ระบบวัดขั้นสูง ระบบเทคโนโลยี Industrial IoT ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ต่อมาบริษัทได้ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้วยการจัดตั้ง “สถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล หรือ SIMTEC” ในปี 2562 เพื่อเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะบุคลากรให้กับบริษัทต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม โดยสถาบันได้มีความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัย ในภาคตะวันออกของไทย รวมถึงบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรชั้นนำจากญี่ปุ่นอย่าง Sumitomo Electric Hardmetal Corp. และเครือข่ายบริษัทญี่ปุ่นอย่างสมาคม Lean MONOZUKURI Network Japan หรือ Citizen Machinery Japan ที่ได้รวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตร และสนับสนุนเครื่องจักรจริงเพื่อใช้ในการฝึกอบรม รวมถึงการติดตามประสานงานกับบริษัทที่รับผู้อบรมเข้าทำงาน เพื่อประเมินผลและทำให้การฝึกอบรมตอบโจทย์ความต้องการจริงในอุตสาหกรรมได้มากที่สุด ปัจจุบัน SIMTEC ดำเนินการฝึกอบรมแล้วกว่า 75 หลักสูตร และมีผู้ผ่านการฝึกอบรมรวมกว่า 25,000 คน ครอบคลุมเครือข่ายโรงงานที่ให้บริการกว่า 500 บริษัทในประเทศไทย อ่านต่อ techsauce.co/news/ekniti-boi…
349
AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า AI ทำอะไรได้อีก แต่อยู่ที่ว่า มนุษย์ควรอยู่ตรงไหนในโลกที่เท คโนโลยีทำงานแทนเราได้มากขึ้น KBTG Techtopia ภายใต้ธีม Human of Tomorrow ชวนมอง อนาคตตั้งแต่ระดับประเทศและองค์กร ไปจนถึงบทบาทของคน ผ่าน 3 เวทีที่ครอบคลุมทั้ง Agentic AI, Data, Trust, Cybersecurity, Quantum Computing, Smart City และ Human-AI Interaction หนึ่งในแกนสำคัญของงานคือ เมื่อ AI ขยับจาก Tool ไปสู่ Agent ที่วางแผนและลงมือทำได้มากขึ้น บทบาทของคนก็ต้องเ ปลี่ยนตาม จากคนที่ลงมือทำทุกขั้นตอน ไปสู่คนที่ตั้งเป้าหมาย ตรวจสอบ ใช้วิจารณญาณ และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจสุด ท้าย Techsauce สรุปประเด็นสำคัญจากทั้ง 3 เวที และแนวคิด Human of Tomorrow ไว้ในบทความนี้ อ่านต่อได้ที่ : techsauce.co/tech-and-biz/kb…
1
170
บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย นำโดย ดร.มนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร จัดงาน “โซลูชันทุเรียนเจียไต๋ Durian Tech & Expo 2026” ณ ลานอเนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี นำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาสาธิตการทำงานจริงสำหรับการจัดการสวนทุเรียน ตั้งแต่โดรนการเกษตร รถเกษตรอัจฉริยะไร้คนขับ (UGV) ไปจนถึงระบบบริหารจัดการน้ำ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเรียนรู้แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับการทำสวนในแต่ละพื้นที่ . คุณสุภาภรณ์ เกียรติศิริขจร Chief Marketing Officer บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการทำเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะการช่วยลดภาระแรงงาน เพิ่มความแม่นยำในการทำงาน และสนับสนุนการบริหารจัดการสวน ขณะที่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนต้องรับมือกับทั้งสภาพอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิต ข้อจำกัดด้านแรงงาน ตลอดจนมาตรฐานด้านคุณภาพและการแข่งขันในตลาด . “ทุเรียนคือหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญมาก ที่มีบทบาทต่อรายได้ของภาคเกษตร การส่งออก และยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เจียไต๋จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาโซลูชันและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาและตอบโจทย์การทำเกษตรสำหรับสวนทุเรียน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยเสริมการตัดสินใจและการบริหารจัดการสวนทุเรียนของเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการนำเทคโนโลยีมาศึกษา ทดลอง และเรียนรู้จากการใช้งานจริง เพื่อทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีแต่ละประเภทสามารถตอบโจทย์สภาพสวนและรูปแบบการทำงานของเกษตรกรได้อย่างไร และนำประสบการณ์จากการใช้งานจริงมาต่อยอดเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับการทำสวนทุเรียนในแต่ละพื้นที่” คุณสุภาภรณ์ กล่าว . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/pr-news/chiatai…
400
#โฆษณา ผู้ทำการโฆษณานี้ไม่มีใบอนุญาตเป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจ . เมื่อประกันภัยไม่ได้เป็นแค่ ‘ผู้รอรับแจ้งเหตุ’ อีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาเป็น ‘ผู้ช่วยชีวิตเชิงรุกแบบเรียลไทม์’ . ในวาระครบรอบ 75 ปี ประกันภัยไทยวิวัฒน์ได้นำเทคโนโลยี InsurTech เข้ามายกระดับการบริการอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว TVI Crash Detection ‘ระบบตรวจจับอุบัติเหตุอัตโนมัติ’ พร้อมกิมมิกการเปิดตัวที่มีการจำลองสถานการณ์อุบัติเหตุเสมือนจริงผ่านจอภาพยนตร์ ให้ผู้ร่วมงานได้สวมบทบาทเป็นผู้ร่วมเดินทางในตอนที่เกิดเหตุ เพื่อให้เห็นภาพว่าในเสี้ยววินาทีที่คนเรากำลังตกใจและสับสน การมีระบบเข้ามาช่วยจัดการโดยอัตโนมัติจะช่วยลดภาระของผู้ประสบเหตุได้อย่างไรบ้าง . ระบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นด้วยแนวคิด Zero-Hardware ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ IoT หรือกล่องเสริมในรถยนต์เพิ่ม แต่ระบบจะใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ที่มีอยู่แล้วในสมาร์ทโฟนมาประมวลผลร่วมกับระบบอัตโนมัติแทน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบจะส่งข้อมูลจากสมาร์ทโฟนตรงเข้าศูนย์ปฏิบัติการทันทีผ่านรูปแบบที่เรียกว่า Direct-to-Operation หรือการทำงานแบบไร้รอยต่อ โดยมีหลักการทำงานดังนี้ . 1. การตรวจจับ: ระบบจะใช้เซ็นเซอร์ที่มีอยู่แล้วในตัวสมาร์ทโฟนคอยตรวจจับแรงกระแทกและความเคลื่อนไหวผิดปกติที่อาจเข้าเงื่อนไขว่าอาจเป็นอุบัติเหตุ 2. การแจ้งเตือน: เมื่อระบบจับสัญญาณได้ แอปพลิเคชันจะส่งการแจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอทันที โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องทำอะไรเลยในขั้นตอนนี้ 3. กดยืนยันเพื่อขอความช่วยเหลือ: เนื่องจากช่วงเวลาเกิดอุบัติเหตุ ผู้ประสบเหตุมักอยู่ในอาการตกใจ สับสน หรือนึกเบอร์โทรศัพท์ไม่ออก ระบบจึงตั้งใจออกแบบมาเพื่อลดความยุ่งยากทั้งหมด ผู้ใช้งานเพียงกดยืนยันผ่านหน้าต่างแจ้งเตือนว่าเกิดเหตุจริง ก็จะสามารถขอความช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่ต้องพิมพ์หรืออธิบายรายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม 4. ระบบจะดึงพิกัดตำแหน่ง: เมื่อผู้ใช้งานกดยืนยัน ระบบจะดึงพิกัดตำแหน่งจาก GPS และส่งตรงไปยังศูนย์ปฏิบัติการโดยอัตโนมัติ ทำให้การระบุจุดเกิดเหตุมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น 5. ประสานความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์: ศูนย์ปฏิบัติการจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุดออกไปทันที ขณะเดียวกันผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันได้ว่าเจ้าหน้าที่เดินทางถึงไหนแล้วและจะใช้เวลาอีกกี่นาที ซึ่งการติดตามสถานะได้แบบนี้ ได้เห็นความเคลื่อนไหวว่าเจ้าหน้าที่กำลังเดินทางมา อาจช่วยคลายความกังวลระหว่างรอลงไปได้บ้าง . ระบบนี้จึงเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดูแลผู้ใช้งานทันทีตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิดเหตุ เพื่ออุดช่องโหว่ Human Error ในช่วงเวลาวิกฤตที่คนเรามักจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก . *เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง #75ปีประกันภัยไทยวิวัฒน์ #ThaivivatNextMove #ประกันภัยไทยวิวัฒน์ #คิดเผื่อเพื่อทุกชีวิต #ประกันรถเปิดปิด #ประกันสุขภาพ #ประกันเดินทาง #CrashDetection อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/news/tvi-crash-…
200
เวที Hackathon ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากคำถามว่าใครเขียนโปรแกรมเก่งที่สุด แล้วค่อยหาโจทย์มาให้แข่งกัน แต่โครงการ AI FOR ALL Hackathon กลับลำดับนั้นใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มจากคำถามว่าคนไทยเจอปัญหาอะไรในชีวิตประจำวัน แล้วค่อยสอนให้ผู้เข้าร่วมใช้เครื่องมือ AI มาแก้ปัญหานั้น . ในงานแถลงข่าวกลุ่มย่อยของโครงการ คุณประเทศ ตันกุรานันท์ Head of Technology and Solution, AI First Program บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ประจำประเทศไทย Amazon Web Services (AWS) ร่วมอธิบายที่มาและเส้นทางของการแข่งขัน AI ระดับประเทศที่เปิดรับคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปจากทุกสาขาอาชีพ โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้าน AI มาก่อน ชิงเงินรางวัลรวม 500,000 บาท และเปิดรับสมัครถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ . โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และทรู คอร์ปอเรชั่น ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจาก AWS ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกภายใต้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะเวลา 5 ปี ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะด้านคลาวด์และ AI ให้คนไทย 3 ล้านคน . [จุดตั้งต้นไม่ใช่คอร์สเรียนฟรี แต่เป็นปัญหาที่คนไทยเจออยู่ทุกวัน] . คุณประเทศเล่าว่าทีมงานรับโจทย์จากภาครัฐที่ต้องการเพิ่มจำนวนบุคลากรมืออาชีพและนักพัฒนาด้าน AI ของประเทศ คำถามที่ตามมาคือจะทำอย่างไรให้วิสัยทัศน์นั้นเกิดขึ้นจริง . ทางเลือกแรกที่คิดกันคือรูปแบบที่คุ้นเคย นั่นคือเปิดสถาบันอบรม AI ให้เรียนฟรี แจกเครดิตการใช้งาน (Token) แล้วจัดแข่งขันตามปกติ ‘ก็อาจจะทำได้นะ แต่มันจะได้ผลลัพธ์หรือเปล่า’ คุณประเทศระบุถึงข้อสงสัยที่ทำให้ทีมงานเปลี่ยนมุมตั้งต้นใหม่ จากการถามว่าจะสอน AI อย่างไร มาเป็นการถามคนทั้งประเทศว่าในการทำมาหากิน การใช้ชีวิตประจำวัน หรือการเตรียมตัวสู่อนาคต ปัญหาของประเทศไทยคืออะไร . [6 โจทย์ใหญ่ที่ทุกบ้านในไทยน่าจะเจออย่างน้อยหนึ่งข้อ] . คำตอบที่ได้ถูกจัดเป็น 6 หัวข้อสำคัญระดับประเทศ เริ่มจากการศึกษาและทักษะแห่งอนาคต ซึ่งครอบคลุมการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เครื่องมือช่วยครูออกแบบการเรียนรู้ และแพลตฟอร์มเตรียมผู้เรียนสู่โลกการทำงาน ถัดมาคือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเศรษฐกิจท้องถิ่น ที่มองหาโซลูชันวิเคราะห์ตลาดและลูกค้า หรือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น . หัวข้อที่สามคือเกษตรและอาหาร ตั้งแต่ระบบวางแผนการเพาะปลูก การตรวจสอบสุขภาพพืช ไปจนถึงเครื่องมือช่วยเกษตรกรรับมือความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ ตามด้วยสุขภาพและสังคมสูงวัย ที่เน้นการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ระบบสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ และการดูแลผู้สูงอายุกับกลุ่มเปราะบาง . อีกสองหัวข้อคือการเดินทางและเมืองอัจฉริยะ ซึ่งรวมการวางแผนการเดินทาง การวิเคราะห์จุดเสี่ยงบนท้องถนน และการจัดการจราจร กับการสร้างชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน ที่มองไปถึงระบบแจ้งเตือนในภาวะฉุกเฉินและเครื่องมือประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายจังหวัดเผชิญซ้ำในช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา . ทั้งหมดนี้ไม่ใช่กรอบที่ตายตัว คุณวัตสันระบุว่าโครงการไม่ได้ปิดกั้นแนวคิดที่อยู่นอก 6 หัวข้อ เพียงแต่มองว่าหัวข้อเหล่านี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ตอบโจทย์หลักของประเทศได้ ขณะที่คุณประเทศ ย้ำว่าทีมงานเองก็ยังไม่มีคำตอบในใจว่าโซลูชันควรออกมาหน้าตาแบบใด . ‘ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยจะต้องมีปัญหา 1 ใน 6 อย่างนี้ อย่างน้อย 1 อย่างที่บ้านตัวเองเจอ’ . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/news/ai-for-all…
1,892
หลายคนคุ้นเคยกับ Starbucks ในฐานะแบรนด์กาแฟระดับโลกที่สามารถเลือกทำเลสาขาได้อย่างแม่นยำ เป็นจุด Check Point ที่เป็น Landmark สำคัญทั่วโลก ขณะที่ UPS ใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนเส้นทางขนส่งและการดำเนินงานในระดับโลก ส่วน Big C นำข้อมูลพื้นที่มาช่วยทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและวิเคราะห์ Trade Area เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ หรือในระดับท้องถิ่น เทศบาลเมืองสีคิ้วใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและวางแผนพัฒนาเมืองให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น . แม้องค์กรเหล่านี้จะมีขนาดธุรกิจ พันธกิจ เป้าหมาย และความท้าทายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีกระดับโลก โลจิสติกส์ ไปจนถึงภาครัฐและการให้บริการสาธารณะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายองค์กรกลับสามารถมองเห็นโอกาส ความเสี่ยง และแนวทางการตัดสินใจได้แม่นยำกว่าที่เคย . คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่าองค์กรใดมีข้อมูลมากกว่า แต่อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเหล่านั้น . Location Intelligence หัวใจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ . สิ่งที่ทำให้บางองค์กรสามารถตัดสินใจได้แม่นยำกว่า ไม่ได้เกิดจากการมีข้อมูลมากกว่าเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกันจนมองเห็นภาพรวมและความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน . สำหรับทุกองค์กรแล้วนั้น คำตอบของเรื่องนี้คือ ‘Location Intelligence’ เพราะในความเป็นจริง ข้อมูลแทบทุกประเภทล้วนมี Location เป็นส่วนประกอบอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า สาขา สินทรัพย์ เส้นทางขนส่ง เหตุการณ์ หรือแม้แต่ความเสี่ยงที่องค์กรต้องบริหารจัดการ . เมื่อ Location ถูกนำมาใช้เป็นบริบทร่วมในการเชื่อมโยงข้อมูล องค์กรจะเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เคยแยกขาดออกจากกัน เข้าใจภาพรวมของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้ชัดเจนขึ้น และมองเห็นทั้งโอกาส ความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจมองไม่เห็นจากการพิจารณาข้อมูลเป็นรายส่วน ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ หรือข้อมูลประชากรเข้ากับพื้นที่เดียวกัน ช่วยให้หน่วยงานสามารถประเมินพื้นที่เสี่ยง คาดการณ์ผลกระทบ และวางแผนรับมือกับเหตุการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/ai/esri-thailan…
1
202
ไฟถนนดับคืนเดียวอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้านับรวมทั่วประเทศ ปัญหานี้กลายเป็นภาระที่หน่วยงานรัฐต้องแบกรับทุกปี ทั้งงบประมาณซ่อมบำรุง กำลังคนที่ต้องออกตรวจ และที่สำคัญคือความปลอดภัยของคนที่ต้องขับรถผ่านเส้นทางมืด ๆ ในช่วงเวลากลางคืน นี่คือโจทย์ที่กลายมาเป็นจุดตั้งต้นของทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศในงาน CDG Hackathon 2026 การแข่งขันที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา . งานนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขัน Hackathon ทั่วไป กลุ่มบริษัทซีดีจีจับมือกับมหาวิทยาลัยพันธมิตร 18 แห่งทั่วประเทศ เปิดรับสมัครนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมภายใต้โจทย์ ‘AI for a Better Society Platform’ โดยมีทีมสมัครเข้าแข่งขันรวม 108 ทีม รวมผู้เข้าแข่งขันกว่า 324 คน ก่อนจะคัดเลือกเหลือเพียง 21 ทีมสุดท้าย เพื่อนำเสนอผลงานในรอบชิงชนะเลิศ . โจทย์ปีนี้โฟกัสไปที่ 3 แกนหลัก คือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การทำระบบภาครัฐให้โปร่งใส เข้าถึงง่าย และการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน แต่ละทีมจะต้องนำ AI มาผสานเข้ากับข้อมูลเพื่อแก้โจทย์เหล่านี้ โดยเกณฑ์การตัดสินจะดูตั้งแต่ความเข้าใจปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงโอกาสที่จะนำไปใช้งาน ทำให้ผลงานของ 21 ทีมสุดท้ายที่ผ่านการเข้ารอบมามีจุดร่วมเดียวกัน คือการตั้งต้นจากปัญหาที่ผู้คนต้องเจอจริง ๆ เพื่อให้เทคโนโลยีที่พัฒนาออกมาสามารถสร้างประโยชน์และใช้งานจริงได้ . [Night Watch ระบบตรวจจับไฟถนนดับด้วยภาพถ่ายดาวเทียม] . ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศคือ Lumos จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม หลักสูตรวิศวกรรมอวกาศและภูมิสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ประกอบด้วยนายพศิน เตชะเอราวัณ, นางสาวทอดาว มุมกลาง และนางสาวปรณัฐพร วีราสุขสันติลาภ . กับผลงานชื่อ Night Watch ระบบคัดกรองจุดไฟฟ้าแสงสว่างทางหลวงขัดข้องด้วยภาพถ่ายดาวเทียม . จุดตั้งต้นของทีมนี้มาจากปัญหาหน้างานที่เจ้าหน้าที่ต้องเจออยู่ทุกวัน ปกติแล้วแขวงทางหลวงแต่ละแห่งจะต้องคอยซ่อมไฟถนนเฉลี่ยถึงปีละ 396 ครั้ง หรือตกเดือนละ 33 ครั้ง แต่ประเด็นคือ มีแค่ 12% หรือราว 2-3 ครั้งต่อเดือนเท่านั้นที่มาจากการแจ้งของประชาชน ส่วนที่เหลืออีก 88-93% เจ้าหน้าที่ต้องคอยขับรถตระเวนตรวจตามสายเอาเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ทั้งกำลังคน กินเวลา และสิ้นเปลืองงบประมาณไม่น้อย . นอกจากนี้การทำงานแบบเดิมยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เพราะการออกตรวจทำได้แค่เป็นรอบ ๆ ไม่สามารถขับรถดูได้ครบทุกเส้นทางในทุกคืน และถ้าจะแก้ปัญหาด้วยการติดเซนเซอร์ที่เสาไฟทุกต้น ต้นทุนก็มหาศาล เพราะบางพื้นที่แค่แขวงเดียวก็มีเสาไฟไปแล้วถึง 7,695 ต้นแล้ว ขณะที่กล้อง CCTV ตามท้องถนนก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคอยเช็กความสว่างของถนนทั้งเส้นตั้งแต่แรก . ทางแก้ของทีม Lumos คือดึงภาพถ่ายดาวเทียม VIIRS (VNP46A2) ถ่ายภาพแสงสว่างตอนกลางคืนเหนือประเทศไทยทุกคืนตอนเวลาประมาณตีหนึ่งครึ่ง มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูล GIS ที่มีอยู่ ทั้งบัญชีทรัพทย์สินเสาไฟ 7,695 ต้น โครงข่ายสายทางพร้อมหลักกิโลเมตรและสถิติอุบัติเหตุกับปริมาณจราจร . หลักการทำงานคือ ระบบจะนำสถิติความสว่างเดิมของถนนแต่ละเส้นมาเป็นเกณฑ์อ้างอิง หากจุดไหนมีแสงสว่างลดลงผิดปกติ ก็จะประเมินว่าไฟดับ โดยมีการกรองปัจจัยธรรมชาติอย่างเมฆหรือฝนออกไปก่อนเพื่อป้องกันการแจ้งเตือนพลาด เมื่อพบปัญหา ระบบจะแปลงพิกัดดาวเทียมให้เป็นหมายเลขสายทางและหลักกิโลเมตร พร้อมปักหมุดบนแผนที่เป็นสีแดงหรือส้ม ช่วยให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปแก้ไขได้ทันที . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/ai/night-watch-…
680
องค์กรส่วนใหญ่ต่างมีโครงการนำร่อง AI แล้ว ในมุมของ Wonderful Thailand สิ่งที่ทำให้บางโครงการก้าวไปสู่การใช้งานจริงได้ คือการออกแบบ การนำไปใช้ และการวัดผล . บนเวที Techsauce Global Summit 2026 ในเซสชัน Everyone's Running Agent Pilots. But Few Are Ready to Scale. Here's Why. อริยะ พนมยงค์ ประธานประจำประเทศไทย บริษัท Wonderful เปิดการบรรยายด้วยคำถามว่าองค์กรในประเทศไทยขยับจากโครงการนำร่อง (Pilot) ไปสู่การใช้งานจริงได้ไกลเพียงใดแล้ว จากนั้นจึงชวนผู้ฟังมองความท้าทายลำดับถัดไปหลัง AI เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา นั่นคือการขยายจากการทดลองไปสู่การใช้งานเต็มรูปแบบ ในมุมมองของคุณอริยะ ข้อจำกัดมักไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่วิธีที่องค์กรวางโครงสร้างเพื่อออกแบบ ติดตั้ง และวัดผลสิ่งที่สร้างขึ้น . [บทเรียนจากคลื่นเทคโนโลยีก่อนหน้าในไทย] . คุณอริยะผ่านคลื่นเทคโนโลยีในไทยมาแล้วสามระลอก ระลอกแรกคือช่วงที่ทำงานอยู่ที่ Google ในปี 2011 ตอนที่ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตราว 15 ล้านคน และงานส่วนใหญ่คือการอธิบายให้ผู้บริหารเห็นว่าอินเทอร์เน็ตกำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ ระลอกที่สองคืออีคอมเมิร์ซ ที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ Lazada เปิดตัวในปี 2012 และตลาดกลางออนไลน์เริ่มลงหลักปักฐานในช่วงปี 2014 ก่อนที่ธุรกิจจำนวนมากจะขยับมาใช้อย่างจริงจังในช่วงโควิด ส่วนระลอกที่สามคือการที่ผู้ชมหันจากโทรทัศน์ไปดูวิดีโอออนไลน์ ในช่วงที่คุณอริยะดูแล YouTube และ LINE TV . สิ่งที่คุณอริยะชวนให้สังเกตจึงไม่ใช่ว่าคำทำนายแต่ละครั้งแม่นแค่ไหน แต่เป็นจังหวะการตัดสินใจของแต่ละองค์กร เพราะทุกคลื่นล้วนมาถึงตามที่คาดไว้ ต่างกันเพียงว่าใครเริ่มลงมือเมื่อไร และองค์กรที่ขยับก่อนย่อมมีเวลาเรียนรู้และปรับกระบวนการของตัวเองมากกว่า วันนี้ AI กำลังวางคำถามชุดเดียวกันนี้ไว้ตรงหน้าผู้บริหารอีกครั้ง . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/ai/wonderful-ai…
1
3
215
เมืองไทยประกันชีวิตร่วมสนับสนุนการจัดงาน “Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เปิดพื้นที่ให้บุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย นักพัฒนา และผู้ประกอบการจากนานาประเทศ ร่วมพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรค สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทในการส่งเสริม Longevity หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความมั่นคงทางการเงินตลอดช่วงชีวิต งาน “Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–20 ตุลาคม 2569 โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ MIT Hacking Medicine ภายใต้แนวคิด “Agentic Healthcare: From Models to Trustworthy Medicine” หรือ “ยกระดับ AI จากโมเดลอัจฉริยะ สู่นวัตกรรมการแพทย์ที่เชื่อถือได้” ประกอบด้วยการแข่งขัน Hackathon เพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็ง ณ โรงพยาบาลศิริราช ต่อด้วย Workshop Day ณ Knowledge Exchange Center และการประชุมวิชาการหลัก ณ โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดยปีนี้มีผู้สมัครกว่า 1,100 คน จาก 35 สัญชาติทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงความสนใจในการนำ AI มาพัฒนาแนวทางดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน อ่านต่อได้ที่ : techsauce.co/news/muang-thai…
197
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ในไทยอยู่ที่ราวปีละ 22,000 ราย และอุบัติการณ์ยังเพิ่มขึ้นราว 3% ต่อปี แต่มีตัวเลขอีกชุดที่วิ่งสวนทางกัน คือผู้ป่วยที่ตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นชนิดย่อยใด มีอัตรารอดชีวิตสูงกว่า 95% และในกลุ่มที่มีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวกอาจสูงถึงเกือบ 100% ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองชุดนี้ คือสิ่งที่เรียกว่าการรู้ให้ชัดว่าตัวเองเป็นมะเร็งชนิดใด . นี่คือแก่นของเวทีเสวนา 'The End of One-Size-Fits-All: Personalizing Breast Cancer Care in Thailand: From Genomics to AI-Enabled Care' บนเวที Healthspan Summit ในงาน Techsauce Global Summit 2026 ดำเนินรายการโดย พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LifestyleTech Solution ร่วมสนทนากับ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช, ร.อ.นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ, รศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านโรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และคุณพีรดา พีรศิลป์ กรรมการชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย เส้นเรื่องเดินจากผลตรวจหนึ่งใบ ไปสู่แผนการรักษาของคนหนึ่งคน ขยายไปถึงคนทั้งครอบครัว และจบลงที่คำถามว่าระบบสุขภาพไทยจะทำให้ทุกคนเข้าถึงสิ่งนี้ได้อย่างไร . [จุดตั้งต้นอยู่ที่คำถามที่ผู้ป่วยเมื่อ 20 ปีก่อนไม่เคยได้รับคำตอบ] . คุณพีรดาเล่าว่าเมื่อกว่า 20 ปีก่อน สิ่งที่ตามมาหลังการวินิจฉัยคือการผ่าตัด การฉายรังสี และเคมีบำบัด เรียงตามลำดับที่แทบไม่ต่างจากผู้ป่วยคนอื่นในเวลานั้น "ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นมะเร็งชนิดไหน ไม่เข้าใจชีววิทยาของโรคตัวเอง และไม่เข้าใจว่าทำไมแพทย์ถึงเลือกการรักษาแบบนั้นให้" ขณะที่ ศ.นพ.มานพ อธิบายว่าในอดีตทุกคนเข้าใจว่ามะเร็งเต้านมเป็นโรคเดียวกันหมด แต่ความรู้ที่สะสมมาทำให้เห็นว่าผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยด้วยชื่อโรคเดียวกัน กลับมีโรคที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง . [ความเข้าใจระดับยีนนั้นถูกแปลงเป็นชุดตรวจที่ผู้ป่วยไทยเข้าถึงได้จริงแล้ว] . ชั้นแรกยังเป็นการเก็บชิ้นเนื้อไปย้อมสีเพื่อดูตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ ซึ่งเป็นที่มาของคำที่ผู้ป่วยคุ้นหูอย่างกลุ่มฮอร์โมนบวก กลุ่ม HER2 บวก และกลุ่มทริปเปิลเนกาทีฟ ชั้นถัดไปคือการถอดรหัสพันธุกรรมของก้อนมะเร็งเพื่อหาการกลายพันธุ์ที่จับคู่กับยามุ่งเป้าได้ ส่วนการตรวจเลือดทำหน้าที่อีกด้าน คือดูว่าความเสี่ยงถ่ายทอดมาในครอบครัวหรือไม่ ประเด็นที่ ศ.นพ.มานพ เน้นคือการตรวจยีน BRCA1 และ BRCA2 ในผู้ป่วยความเสี่ยงสูงและญาติสายตรงเป็นสิทธิประโยชน์ที่เบิกจ่ายได้แล้วครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา และไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้สิทธิระดับทั้งประเทศเช่นนี้ . [และความละเอียดของผลตรวจจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันเปลี่ยนการรักษาได้จริง] . รศ.นพ.ไนยรัฐ อธิบายว่าหากมีผู้ป่วยสามรายนั่งรออยู่หน้าคลินิกในวันเดียวกัน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเดาจากลักษณะภายนอกว่าทั้งสามคนควรได้รับการรักษาแบบเดียวกันหรือไม่ กลุ่มฮอร์โมนบวกซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดจำนวนหนึ่งข้ามเคมีบำบัดได้แม้อยู่ในระยะลุกลาม โดยใช้ยาต้านฮอร์โมนร่วมกับยามุ่งเป้าแทน กลุ่ม HER2 บวกในระยะแพร่กระจายที่เคยมีระยะรอดชีวิตไม่ถึง 1 ปี ขยับขึ้นมาได้ถึงราว 5 ปีหลังมียาต้าน HER2 ส่วนกลุ่มทริปเปิลเนกาทีฟที่เดิมมีแค่เคมีบำบัด ตอนนี้ผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งแสดงออกโปรตีน PD-L1 ในระดับสูงตอบสนองต่อการเพิ่มยาภูมิคุ้มกันบำบัดได้ . [ผลตรวจใบเดียวกันนั้นยังเดินต่อไปถึงคนที่ยังไม่ป่วยในครอบครัว] . เมื่อพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 แพทย์จะเฝ้าระวังทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ พร้อมส่งต่อความเสี่ยงไปยังญาติสายตรงรุ่นถัดไป กรณีที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดคือ Angelina Jolie ที่ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 แล้วเลือกผ่าตัดป้องกันทั้งเต้านมและรังไข่ ซึ่งในเชิงตัวเลข การผ่าตัดรังไข่ป้องกันลดโอกาสเกิดมะเร็งรังไข่ได้ราว 90% และการผ่าตัดเต้านมป้องกันลดความเสี่ยงได้ราว 90% ถึง 95% . [สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดกลับไม่ใช่ตัวเลขทางคลินิก แต่เป็นบทสนทนาในห้องตรวจ] . พญ.วรรณวิพุธ เล่าถึงเพื่อนสนิทวัย 48 ปีที่ไม่ได้ตรวจสุขภาพมา 10 ปีเพราะกลัวผลตรวจ จนพบมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 คำถามแรกที่ผู้ป่วยรายนี้ถามคือจะมีชีวิตอยู่ต่อได้หรือไม่ และเหตุผลที่แพทย์ตอบได้อย่างมั่นใจคือมีผลตรวจชิ้นเนื้ออยู่ในมือ ว่าเป็นกลุ่มฮอร์โมนบวกที่ไม่มี HER2 การพยากรณ์โรคจึงยังดี ตรงกับที่ รศ.นพ.ไนยรัฐ สรุปไว้ว่า "ก่อนหน้านี้ความหวังเป็นแค่คำอธิษฐาน แต่วันนี้ความหวังคือแผน คือทางเลือก คือหนทางที่ดีกว่าและชีวิตที่ดีกว่า" . อ่านบทความเต็มได้ที่: techsauce.co/healthtech/pers…
497
ความยาวของงานที่ AI ทำสำเร็จได้ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกราว 7 เดือน เร็วกว่ายุคเซมิคอนดักเตอร์เกือบสามเท่า แต่เมื่อสำรวจการนำ AI ไปใช้ในระบบสาธารณสุขราว 10,000 กรณี กลับมีเพียงราว 20 กรณีที่วัดผลกระทบได้จริง . ตัวเลขสองชุดนี้มาจากเวที AI for Business ในงาน AIS ACADEMY for THAIs 2026: MASTERING AI BEYOND BORDERS จัดโดย AIS Academy ที่ Samyan Mitrtown Hall ซึ่งรวมผู้บริหารจาก Google Cloud, Sea (Thailand), AI Singapore, AWS และที่ปรึกษาด้านการวางระบบธุรกิจ ไว้ในช่วงเช้าเดียวกัน แต่ละคนพูดจากคนละมุมของธุรกิจ ตั้งแต่งานวิจัยระดับโลก ห้องประชุมผู้บริหาร ไปจนถึงหลังร้านของธุรกิจขนาดเล็ก และทุกมุมเดินมาชี้ที่ข้อจำกัดเดียวกัน คือไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นโจทย์ที่ตั้ง ความพร้อมของข้อมูล บุคลากร และกระบวนการทำงาน . [ข้อจำกัดข้อแรกเริ่มจากวิธีที่เรามอง AI ตั้งแต่ต้น] . คุณสรุจ ทิพเสนา Country Manager, Google Cloud ประเทศไทย เปิดหัวข้อ 'ปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ด้วย AI' ด้วยการชวนเลิกมอง AI เป็นเครื่องมือ แล้วมองเป็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีระดับเดียวกับไฟฟ้า เพราะถ้ายังมองเป็นเครื่องมือก็จะใช้ได้แค่ระดับเครื่องมือ ตัวอย่างที่ยกมาคือ AlphaFold ที่ย่นงานวิเคราะห์โครงสร้างโปรตีนจากระดับเป็นปีเหลือสุดสัปดาห์เดียว และ WeatherNext 3 ที่เพิ่มความละเอียดการพยากรณ์อากาศจาก 25 กิโลเมตรเหลือราว 5 กิโลเมตร จนพยากรณ์ได้ในระดับอำเภอ ก่อนสรุปว่าเมื่อชิ้นงานผลิตได้ง่ายขึ้น คุณค่าของคนจะย้ายไปอยู่ที่ทักษะการเล่าเรื่อง การฟัง การประสานงาน และความเข้าอกเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ . [เมื่อความสามารถไม่ใช่ปัญหา คำถามจึงย้ายไปอยู่ที่วิธีใช้] . Dr. Leslie Teo, Senior Director of AI Products จาก AI Singapore ระบุในเซสชัน The Age of Useful AI: AI Now, AGI Ahead? ว่าระยะห่างระหว่างโมเดลแบบ Open-weight กับโมเดลแบบปิดเหลือเพียงราว 4 เดือน ดังนั้นคำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวโมเดลอีกแล้ว ช่องว่างจริงมีสามเรื่อง คือบริบทของข้อมูล ซึ่งเคยมีข้อมูลจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงราว 0.5% ของโทเคนทั้งหมด การประเมินผลที่ต้องวัดในระดับกรณีใช้งาน ไม่ใช่แปลเกณฑ์ภาษาอังกฤษมาใช้ และโครงที่ครอบการทำงานของโมเดล ซึ่งในการศึกษากับนักพัฒนาให้ผลดีขึ้นถึง 50% และในห้องเรียนคือความต่างระหว่างนักเรียนที่เรียนรู้ได้จริง กับนักเรียนที่คะแนนตกทันทีเมื่อนำ AI ออก . [ช่องว่างเชิงหลักการเหล่านั้น วัดออกมาเป็นตัวเลขทางธุรกิจได้] . คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager, AWS ประเทศไทย เปิดเซสชัน 'ตีแผ่ 5 เคสจริง AI เปลี่ยนธุรกิจ' ด้วยตัวเลข 93% ขององค์กรที่นำ AI ไปใช้แล้วขยายผลต่อไม่ได้ แล้วยกเคสองค์กรไทยที่ข้ามจุดนั้นมาแล้ว บิ๊กซีเปลี่ยนการสั่งซื้อผ่านแชทที่ต้องใช้พนักงาน 18 คนต่อกะ มาเป็นผู้ช่วยที่ตอบคำถามอย่างถามหาวัตถุดิบทำไข่เจียวหมูสับได้ จนมูลค่าต่อตะกร้าเพิ่มเกือบ 10% 7-Eleven คาดการณ์ความต้องการรายสาขากว่าหมื่นแห่ง ลดปัญหาสินค้าขาดชั้นวางได้ 40% พร้อมลดสินค้าคงคลังลงเกือบ 30 ถึง 40% ไทยออยล์รวบรวมองค์ความรู้ 64 ปีเป็นระบบที่ถามได้ ย่นการหาข้อมูลเข้าที่ประชุมจากสองสัปดาห์เหลือ 5 นาที ประหยัดเวลาได้ราว 14,000 ชั่วโมงต่อปีจากผู้ใช้นำร่องเพียง 50 คน และคืนทุนภายในครึ่งปี ส่วน OR ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ประเมินว่าปั๊มที่จะเปิดใหม่คุ้มทุนเมื่อไร และแสนสิริลดเวลาจัดการใบแจ้งหนี้ 50,000 รายการต่อเดือนลงเกือบครึ่ง . [แต่เคสแบบนั้นเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคนในองค์กรพร้อมก่อน] . ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ Senior Director, Sea (Thailand) เล่าในเซสชัน 'เติบโตด้วยพลัง AI: Scaling Through Technology with AI' ว่าบริษัทไม่ลงไปเล่นกับคลื่น Metaverse แต่กับ AI ออกเป็นนโยบายชัดเจนว่าทุกคนต้องสร้าง Agent ของตัวเอง โดยซีอีโอเรียกผู้บริหารระดับสูงมาถามทุกสัปดาห์ว่าสัปดาห์นี้สร้างแล้วหรือยัง แล้วไล่ลงไปทุกทีม ควบคู่กับการเปิดรับเครื่องมือจากภายนอกและพัฒนาโมเดลภาษาของภูมิภาคขึ้นเองสำหรับงานอีคอมเมิร์ซ ผลที่ออกมาอยู่ในผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ผู้รักษาประตูที่เป็น AI ในเกม EA Sports FC ซึ่งเซฟลูกได้เพิ่มขึ้น 10 ถึง 20% การพัฒนาตัวละครใหม่ที่ลดจาก 6 เดือนเหลือ 1 ถึง 2 เดือน ไปจนถึงเครื่องมือที่ช่วยผู้ขายรายเล็กบน Shopee สร้างภาพสินค้าได้โดยไม่ต้องมีสตูดิโอ . [คำถามที่เหลือคือธุรกิจที่ยังไม่มีทรัพยากรแบบนั้น จะเริ่มจากตรงไหน] . คุณพงศธร ธนบดีภัทร ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์องค์กร ปิดช่วงเช้าด้วยหัวข้อ 'AI กับโอกาสใหม่ของ SMEs' โดยยังไม่พูดถึง AI เลยในช่วงแรก และเล่าธุรกิจของตัวเองที่ทำยอดขายปีแรก 30 ล้านบาทแล้วอยู่ที่ตัวเลขนั้นอีกเกือบ 10 ปี ก่อนอธิบายว่าธุรกิจต้องรักษาสมดุลของทรัพยากร กระบวนการ และสมการกำไรไปพร้อมกัน แต่คนไทยมักขยายเฉพาะขาที่ง่ายที่สุดคือเพิ่มคน แล้วสาธิตด้วยโจทย์ร้านกาแฟที่กำลังผลิตติดอยู่ที่ 60 แก้วต่อชั่วโมงเพราะพนักงานคนสุดท้ายต้องเดินไปเปิดตู้เย็นอีกฝั่ง เมื่อย้ายตู้เย็นมาไว้ที่สถานีนั้น กำลังผลิตขึ้นเป็น 80 แก้วต่อชั่วโมง หรือเพิ่ม 33% โดยไม่เพิ่มพนักงาน ไม่เพิ่มงบการตลาด และไม่ซื้อเครื่องใหม่ . ย้อนกลับไปที่ตัวเลขสองชุดตอนต้น ระยะห่างระหว่างความสามารถที่โตเป็นสองเท่าทุก 7 เดือน กับผลกระทบที่วัดได้เพียง 20 จาก 10,000 กรณี ไม่ได้ปิดด้วยการรอโมเดลรุ่นถัดไป แต่ปิดด้วยการเลือกโจทย์ให้ถูก เตรียมข้อมูลและคนให้พร้อม และรู้ว่าคอขวดของกระบวนการอยู่ที่ใด เพราะหาก AI เป็นตัวคูณอย่างที่ คุณสรุจ ระบุไว้ ผลลัพธ์ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งที่ถูกนำไปคูณเป็นสำคัญ . อ่านบทความเต็มได้ที่: techsauce.co/ai/ais-academy-…
931
“Can fintech in Southeast Asia really do the IPO" . นี่คือคำถามที่ คุณเจท เจษฎา สุขทิศ CEO และ Co-founder ของ Finnomena มักจะถูกถามอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งถามตัวเองตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา . คำตอบของคำถามนั้นชัดเจนขึ้นบนเวที Techsauce Global Summit 2026 เมื่อ Finnomena ออกมาเปิดเผยว่า ได้ยื่นแบบคำขอเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (“แบบคำขอฯ”) และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เรียบร้อยแล้ว . หมุดหมายนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้นให้วงการการเงิน แต่กำลังจะเปลี่ยนตัวเลข 0 ให้กลายเป็น 1 ในฐานะ Thailand’s First Startup IPO และ Southeast Asia’s First WealthTech IPO . อ่านต่อได้ที่: techsauce.co/news/finnomena-…
1
203
บอร์ดอีวีเห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด 'ยิ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศมาก โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ ภาษียิ่งลดลง' พูดง่าย ๆ คือ รถ EV ที่นำเข้าทั้งคันโดยไม่มีโรงงานในไทยจะเสียภาษีแพงขึ้น ส่วนรถที่ผลิตในไทยและใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่ผลิตในประเทศจะได้อัตราภาษีต่ำสุด นอกจากเรื่องภาษี ที่ประชุมยังตั้ง 2 คณะอนุกรรมการดูแลทั้งการผลิตยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟฟ้า พร้อมเผยตัวเลขล่าสุด ยอดจดทะเบียน BEV 7 เดือนแรกปีนี้โต 88% ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรม EV ทะลุ 1.5 แสนล้านบาทแล้ว โครงสร้างภาษีที่ปรับใหม่จะกำหนดอัตราให้แตกต่างกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก 1.รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยผู้นำเข้าไม่มีโรงงานผลิตในไทยเลย กลุ่มนี้จะเสียภาษีในอัตราสูงสุด 2.ถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าโดยผู้ผลิตซึ่งมีโรงงานในไทยอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องนำเข้ารถบางรุ่นมาทดลองตลาดก่อน กลุ่มนี้จะถูกกำหนดปริมาณนำเข้า โดยพิจารณาจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตรายนั้นสร้างในไทยเป็นเกณฑ์ 3.รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนในประเทศแล้วในระดับปานกลาง แต่ยังใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่ผลิตในไทยไม่ได้ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ผลิตปริมาณน้อยแต่มีศักยภาพเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศได้ในอนาคต เช่น รถยนต์กลุ่มพรีเมียม 4.รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับสูง โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ กลุ่มนี้จะได้อัตราภาษีต่ำที่สุด อ่านต่อได้ที่ techsauce.co/news/boi-ev-tax…
249