ปัญหาวิกฤตทางการเงินของประเทศในกลุ่มอียู คือ การใช้เงินสกุลเดียวร่วมกัน แต่ละประเทศมีรัฐบาลเป็นของตัวเอง มีกฎหมายแตกต่างกัน ปกครองก็ไม่เหมือนกัน แต่ดันไปใช้สกุลเงินเดียวกัน ทีนี้รัฐบาลแต่ละประเทศก็ขาดอิสระในการควบคุมเงินตราของตัวเอง อำนาจด้านนโยบายการเงินย้ายไปอยู่ธนาคารกลางยุโรปที่เดียว
ในยามที่เศรษฐกิจดี ข้อจำกัดการใช้เงินสกุลร่วมกันอาจไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง ขณะที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น รัฐบาลต้องไปขอกู้เงินจากตลาดที่กำลังกลัวว่าจะไม่ได้รับเงินคืน
ยิ่งตลาดไม่มั่นใจ กลัวถูกเบี้ยวหนี้ ดอกเบี้ยก็ยิ่งสูง ยิ่งดอกเบี้ยสูง รัฐบาลก็ยิ่งลำบาก เห็นวงจรนี้ไหมคะ
เงินยูโร ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความฝันว่าจะรวมยุโรปเข้าด้วยกัน ทำให้เงินยูโรนั้นยิ่งใหญ่ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นไปเสียงั้น
นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลก 2008 ประเทศในกลุ่มอียูก็เกิดวิกฤตกันเป็นระลอกๆ นับตั้งแต่วิกฤตการเงินที่กรีซ ไอร์แลนด์เจอวิกฤตธนาคาร ปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ที่สเปน ส่วนอิตาลีเจอวิกฤตหนี้สาธารณะถูกกดดันให้ปฎิรูป
กฎของอียู มีกติกาที่เรียกว่า SGP มันคือกติกาเสถียรภาพและการเติบโต ขาดดุลต้องไม่เกิน 3% ของ GDP หนี้ไม่เกิน 60% ของ GDP หรืออย่างน้อยต้องลดลงเข้าใกล้ระดับนั้น
กติกาดูดีมีวินัยทางการคลัง ฝรั่งเศสกับเยอรมันเจอปัญหาการขาดดุลหนักหน่วง แต่ไม่ได้รับการลงโทษ แต่พอกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าเจอปัญหาขาดดุลบ้าง กลับโดน ECB ลงโทษเสียงั้น
ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตการเงินโลก ไอร์แลนด์กับสเปนเคยมีงบประมาณเกินดุลกันมาก่อน แต่การที่รัฐบาลเกินดุลไม่ได้รับประกันว่าภาคเอกชนจะไม่ก่อหนี้ หรือภาคการเงินไม่มีความเสี่ยง มันถึงได้เกิดวิกฤตฟองสบู่อสังหาแตก ถึงแม้ว่ารัฐบาลสองประเทศจะเป็นเด็กดีของอียู แต่เมื่อปัญหาภาคเอกชนลามมาถึงภาครัฐ รายได้ภาษีที่หายไปกระทบรัฐบาลก็ช่วยภาคเอกชนไม่ได้เต็มที่
เห็นไหมคะว่า เมื่อรายได้ประเทศลดลง การลดหนี้ก็ทำได้ยาก เพราะหนี้ต้องชำระจากรายได้ ไม่ใช่จากการบังคับใช้วินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด
ประชาชนเลือกรัฐบาลมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่มีรัฐบาลไหนแก้ได้บ้าง ... มันแก้แทบจะไม่ได้ เพราะเงื่อนไขถูกตั้งโดยเจ้าหนี้และองค์กรที่เหนือรัฐบาล นั่นคือ ECB รัฐบาลที่ประชาชนเลือกๆกันมา แก้ได้เสียที่ไหน
ประเทศในกลุ่มยุโรปเปลี่ยนรัฐบาลกันมากี่รอบ แต่เปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไม่ได้ ดังนั้นอำนาจที่แท้จริงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหลืออยู่ตรงไหน
ฝรั่งเศสถูกกดดันให้ลดการขาดดุล ลดรายจ่ายสวัสดิการ และเร่งปฏิรูปตลาดแรงงาน เรื่องนี้ได้ยินมาจะ 30 ปีแล้ว
ฟังดูมีเหตุผลเป็นหนี้มาก ก็ต้องประหยัด หากเจ้าหนี้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังก็อาจยอมให้กู้ในต้นทุนที่ต่ำลง แต่คุณลองนึกว่า รัฐบาลประหยัดลดงบประมาณ โครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศถูกเลื่อนออกไป .. สำหรับรัฐบาลนั่นคือรายจ่ายที่ลดลง แต่สำหรับผู้รับเหมาและธุรกิจของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง คือรายรับที่หายไป มันกระทบกันเป็นลูกโซ่ ในที่สุดก็จะไปกระทบกับการจ้างงาน ประชาชนตกงานก็ไปยื่นขอสวัสดิการเพิ่มขึ้น
แล้วถ้าภาคเอกชนซึ่งก็เป็นหนี้กันอยู่แล้ว และต้องการลดหนี้ พวกเขาไม่ลงทุนกันนะคะ ไม่เสี่ยงที่จะกู้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลด จบเห่เลยเจอสองต่อรัฐบาลและภาคเอกชนพร้อมใจกันลดหนี้ รายได้ประเทศหดเลยทีนี้
รายได้จากการส่งออกของฝรั่งเศสล่ะช่วยได้ไหม
ของขายได้ต้องมีคนซื้อ แต่กลุ่มประเทศในอียูพร้อมใจกันรัดเข็มขัดทำตามกฎของ ECB ของจะขายกันได้ไหม
ประชาชนเลือกรัฐบาลมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลมีพื้นที่เลือกใช้นโยบายอย่างจำกัด ตอนปี 2002 โปรตุเกสโดนอียูลงโทษเพราะละเมิดกฎ SGP
ในกฎมีข้อระบุไว้ว่ากรณีขาดดุลเกินเกณฑ์ หรือ EDP ซึ่งหน่วยงาน ECFIN ของสหภาพยุโรปเรียกว่ากลไกป้องปราม EDP จะเริ่มขึ้นเมื่อการขาดดุลเกินเกณฑ์ 3% ของ GDP ตามสนธิสัญญา หากมีการวินิจฉัยว่าการขาดดุลนั้นเกินควรตามความหมายของสนธิสัญญา คณะมนตรีจะออกคำแนะนำให้ประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้องแก้ไข พร้อมกำหนดกรอบเวลาการไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำจะนำไปสู่ขั้นตอนเพิ่มเติม ซึ่งสำหรับประเทศสมาชิกอียูอาจรวมถึงการลงโทษด้วย
สนธิสัญญาเปิดทางให้เรียกค่าปรับได้สูงสุด 0.5% ของ GDP!!
เห็นความย้อนแย้งกันไหมว่าประเทศในอียูล้วนเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่มีอำนาจอธิปไตยในเรื่องการเงิน
และประเทศที่ยืนกรานให้อียูต้องใช้กฎ SGP คือเยอรมัน แต่ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส รวมทั้งเยอรมันก็ยอมรับว่าละเมิดกฎ SGP นี้