An Agrarian Realist with a Radical Philosophical Edge

Static Soliloquist retweeted
I can't decide whether Austrian or Neoclassical economists understand time worse. Austrians turn it into philosophical masturbation and neoclassicals reduce it to a retarded discount factor.
7
9
44
1,119
Static Soliloquist retweeted
"The classic NK playbook: assume ceteris paribus; dismiss empirical sequence, direction, and pipeline timing as mere 'frictions'; insert unanchored 'expectations' to close the gap; and label continuous upstream cost adjustments as exogenous 'shocks.' Nothing to see here."
2
7
20
1,306
Static Soliloquist retweeted
Why do neoclassical economists tell you that unemployment benefits make workers lazy but do not apply the same logic to decisions of the central bank to raise interest rates? Don't they make capitalists lazy?
7
20
53
1,005
Static Soliloquist retweeted
Going live in 30 minutes with @ProfSteveKeen. Are taxes really theft, or do libertarians just not understand how a fucking economy works? Q&A in the live chat. Everyone is welcome, including Austrian economists. youtube.com/live/Hgw8pFBlfdo…
5
18
34
2,132
Static Soliloquist retweeted
‘องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก’ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลทหารผ่านศึกที่รับใช้ชาติในสมรภูมิจริง แต่ทุกวันนี้เงินที่จ่ายค่าบุคลากรแซงหน้าเงินสงเคราะห์ทหารไปแล้ว เฉพาะโบนัสผู้บริหารห้องแอร์กิจการหวย ก็มากกว่าเงินทั้งปีของบัตรชั้น1 ที่ไปออกรบจริง งบ 5 ปีย้อนหลัง งบประมาณ อผศ. ใช้จ่ายค่าบุคลากรรวม 8,660 ล้านบาท มากกว่า เงินสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ซึ่งรวมแล้วอยู่ที่ 7,481 ล้านบาท มากกว่าอยู่ 1,179 ล้านบาท แจกแจงค่าใช้จ่ายบุคลากรรายปี : 1,719 (64) · 1,727 (65) · 1,691 (66) · 1,742 (67) · 1,781 (68) แจกแจงสงเคราะห์ทหารผ่านศึกรายปี : 1,399 (64) · 1,461 (65) · 1,565 (66) · 1,535 (67) · 1,521 (68) เดี๋ยวเอางบมาเล่าให้ฟังต่อ #องค์การทหารผ่านศึก
2
350
580
6,995
Static Soliloquist retweeted
Sam Altman thinks RAM sitting in personal computers is a waste when it could be put to better use in data centers. Weird. I was just thinking that all those billions sitting in billionaires’ bank accounts could be put to much better use in our communities.
401
11,834
83,280
903,376
ขณะนี้เหตุเพลิงไหม้บ้านซอยวงศ์สว่าง 8 ไฟสงบแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ติดค้างในบ้าน 3 ราย นำส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยค่ะ 🙏 #สกเนอสบางซื่อ #ใจถึงมือถึงเข้าถึง #พรรคประชาชน
เวลา 21.43 น. เหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยวงศ์สว่าง 8 ขณะนี้เพลิงสงบ รายละเอียดเพิ่มเติมอย่ระหว่างการตรวจสอบ #ศูนย์วิทยุพระราม199
23
60
1,619
สมชายเป็นช่างเชื่อมในโรงงานแห่งหนึ่ง ทำงานมาหลายปี เขาเป็นชายไทย มีบัตรประชาชน มีประกันสังคม วันหนึ่งสมชายรวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมงานไปขออุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยใหม่และขอค่าล่วงเวลาให้ตรงตามกฎหมาย เถ้าแก่ไม่รับฟัง ทั้งยังดุด่าว่า “เรื่องมากนัก เดี๋ยวจะโละคนไทยแล้วเอาแรงงานข้างบ้านเข้ามาทำแทนให้หมด ค่าแรงถูกกว่าครึ่ง สั่งอะไรก็ทำ ไม่เคยมีปากมีเสียง” ไม่กี่วันต่อมา อ่อง ชายหนุ่มจากฝั่งเพื่อนบ้านก็เข้ามาเริ่มงานแทนตำแหน่งของคนไทยหลายคนที่ถูกบีบให้ออก อ่องไม่ได้ตั้งใจมาแย่งงานใคร เขาแค่ต้องการส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัว แต่อ่องไม่มีสิทธิจัดตั้งหรือเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานตามกฎหมายไทย ไม่มีปากเสียง และอยู่กับความกลัวว่าจะถูกส่งตัวกลับบ้านทุกนาที เมื่อไม่มีสหภาพคอยคุ้มครอง อ่องจำใจต้องยอมรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ทำงานวันละ 12–14 ชั่วโมงโดยไม่มีอุปกรณ์นิรภัย และไม่กล้าเอ่ยปากทวงค่าล่วงเวลาแม้แต่บาทเดียว สมชายแอบมายืนมองอยู่ข้างนอก รู้สึกโกรธและคิดว่า “แรงงานต่างชาติกำลังมาแย่งงานคนไทยและกดให้ชีวิตพวกเราแย่ลง” แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือ เถ้าแก่ไม่ได้จ้างอ่องเพราะอ่องทำงานเก่งกว่าสมชาย แต่จ้างเพราะอ่องไม่มีอำนาจต่อรอง เถ้าแก่กำลังใช้ความไร้สิทธิของอ่อง มาเป็นอาวุธกดดันให้สมชายต้องยอมลดมาตรฐานชีวิตของตัวเองลง ถ้าสมชายไม่อยากตกงาน สมชายก็ต้องยอมทำตัวให้ “ถูกและเงียบ” เหมือนอ่อง ลองมองภาพในฝันกับผมดูครับ ถ้าวันหนึ่งกฎหมายอนุญาตให้อ่องสามารถรวมกลุ่มตั้งสหภาพแรงงานร่วมกับสมชายได้ ทันทีที่มีสหภาพ อ่องจะสามารถเดินไปบอกเถ้าแก่ได้ว่า “งานนี้อันตราย ต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน และต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำพร้อมค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย” เมื่ออ่องมีอำนาจต่อรองเท่าเทียมกับสมชาย เถ้าแก่จะไม่สามารถลักไก่กดค่าแรงอ่องให้ต่ำกว่ามาตรฐานได้อีกต่อไป การทุ่มตลาดค่าจ้างก็จะทำไม่ได้อีก เมื่อไม่มีใครยอมทำงานในราคาที่ต่ำกว่ากฎหมาย เถ้าแก่ก็ไม่มีข้ออ้างมาขู่ตัดราคาสมชาย และต้องหันมาแข่งขันกันด้วยฝีมือและการปรับปรุงระบบงานแทน การเปิดทางให้แรงงานข้ามชาติตั้งสหภาพ จึงไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษแก่ใคร แต่เป็นการสร้างฐานรากให้มั่นคงแข็งแรง เพื่อไม่ให้ใครถูกกดลงไป และไม่เปิดช่องให้นายจ้างใช้ความเปราะบางของคนอื่นมาพังเพดานชีวิตของแรงงานไทย
ที่เขากลัวการให้แรงงานข้ามชาติตั้งสหภาพแรงงานหรือร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น แท้จริงแล้วเขากลัวความมั่นคงของชาติ หรือความมั่นคงของกำไรนายทุนกันแน่ . เรามักจะถูกพ่นใส่ว่าแรงงานข้ามชาติหรือต่างด้าว หากได้สิทธิรวมกลุ่มแล้วมันจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐไทย มุกนี้ใช้มาตั้งแต่แรงงานจีนจนหลายคนตอนนี้ก็เป็นเจ้าสัวผู้ประกอบการไปไม่น้อยแล้ว . ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ . ​1. หากแรงงานข้ามชาติสามารถตั้งสหภาพแรงงานหรือร่วมเป็นสมาชิกได้ กลับจะทำให้สหภาพแรงงานที่มีทั้งคนไทยและคนข้ามชาติเข้มแข็งขึ้น อำนาจต่อรองมากขึ้น ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่สหภาพแรงงานที่เป็นคนไทยนัดหยุดงาน สุดท้ายนายจ้างจ่ายงานให้ซับฯ (Subcontract) ที่เป็นแรงงานข้ามชาติและไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพฯ สุดท้ายกลายเป็นนายจ้างมีทางเลือกและต่อรองได้มากกว่า คนงานไทยก็ต่อรองไม่ได้ สภาพการจ้างก็แย่ ส่วนคนงานข้ามชาติก็ถูกทำให้ไร้อำนาจต่อรองอยู่แล้ว ก็ต้องอยู่ในสภาพนั้นต่อไป . เรื่องนี้พูดให้ชัด หากเราลดกำแพงเรื่องเชื้อชาติ มองให้เห็นจุดร่วมทางชนชั้น เราจะเห็นว่าผลประโยชน์เราถือร่วมกับใคร และใครเอาเปรียบเรา เผลอๆ เราจะเห็นชัดว่าคนที่ชนชาติเดียวกันนี่ล่ะที่เอาเปรียบกันมากที่สุด แต่ทำให้เรารู้สึกว่าชาติอื่นเขาจะมาแย่งงานบ้าง หรือมาทำลายความสงบเรียบร้อยของสังคมบ้าง . 2. ​ต่อให้เรารับรองสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้เขา เราก็ยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับความมั่นคงกำกับอยู่ดี มันไม่ได้สูญสลายไป . 3. ​ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ เป็นประเทศที่พึ่งแรงงานข้ามชาติมากกว่าเรา แต่เขาก็ให้สัตยาบัน ILO ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรองไปแล้ว ไทยพึ่งแรงงานข้ามชาติร้อยละ 6-10 ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ร้อยละ 14.6 ถึง 24.4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด และสิงคโปร์มีถึงร้อยละ 38 ถึง 40 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศ . ส่วนประเทศที่มีสวัสดิการ ประชาธิปไตย และอัตรารวมกลุ่มที่ก้าวหน้า อย่างสวีเดน สัดส่วนของผู้ที่เกิดในต่างประเทศที่อยู่ในระบบแรงงานของประเทศสวีเดนมีเกือบ 1.2 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 24% (เกือบ 1 ใน 4 ของผู้มีงานทำทั้งหมดในประเทศ) ฟินแลนด์มีสัดส่วนของแรงงานต่างชาติ (ผู้มีภูมิหลังหรือต้นกำเนิดจากต่างประเทศ) คิดเป็นประมาณ 10% หรือ 1 ใน 10 ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดในประเทศ และเดนมาร์กนั้น กระทรวงแรงงานเดนมาร์กระบุว่า สัดส่วนของแรงงานต่างชาติหรือผู้ที่ไม่ได้มีภูมิหลังจากเดนมาร์กคิดเป็นประมาณ 14% ของผู้มีงานทำทั้งหมดในเดนมาร์ก เป็นต้น . ​เราเองก็ส่งออกแรงงานของเราไปทำงานต่างประเทศ และเมื่อเทียบกัน การรวมกลุ่มเพื่อต่อรองสิทธิของเรายังน้อย ตัวอย่างเช่นแรงงานแม่บ้านจากฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานฮ่องกง เขาสามารถรวมตัวจัดตั้งได้ดี ทำให้สามารถคุ้มครองสิทธิกันและกัน จนถึงขั้นต่อรองให้ได้สภาพการทำงานที่ดีได้ . ผมจึงชวนให้มาลองทบทวนกันว่า เราเป็นใคร เรามีอะไรที่เป็นจุดร่วมผลประโยชน์ร่วมกับแรงงานข้ามชาติ ลองเช็กลิสต์ดู หากเราเห็นแล้วว่ามันตรงกันมากกว่านายทุน (ที่ต่อให้เป็นคนในชาติเดียวกับเรา) ผมเห็นว่าการสนับสนุนหรือสมานฉันท์กับแรงงานไม่ว่าชนชาติใดจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น แต่ถ้าคุณเป็นนายทุนแล้วคัดค้านอันนี้เข้าใจได้ ทว่าหากเป็นลูกจ้างหรือแรงงานด้วยกัน ขอให้ลองคิดทบทวนอีกสักครั้ง
1
131
110
4,212
Static Soliloquist retweeted
ที่เขากลัวการให้แรงงานข้ามชาติตั้งสหภาพแรงงานหรือร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น แท้จริงแล้วเขากลัวความมั่นคงของชาติ หรือความมั่นคงของกำไรนายทุนกันแน่ . เรามักจะถูกพ่นใส่ว่าแรงงานข้ามชาติหรือต่างด้าว หากได้สิทธิรวมกลุ่มแล้วมันจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐไทย มุกนี้ใช้มาตั้งแต่แรงงานจีนจนหลายคนตอนนี้ก็เป็นเจ้าสัวผู้ประกอบการไปไม่น้อยแล้ว . ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ . ​1. หากแรงงานข้ามชาติสามารถตั้งสหภาพแรงงานหรือร่วมเป็นสมาชิกได้ กลับจะทำให้สหภาพแรงงานที่มีทั้งคนไทยและคนข้ามชาติเข้มแข็งขึ้น อำนาจต่อรองมากขึ้น ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่สหภาพแรงงานที่เป็นคนไทยนัดหยุดงาน สุดท้ายนายจ้างจ่ายงานให้ซับฯ (Subcontract) ที่เป็นแรงงานข้ามชาติและไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพฯ สุดท้ายกลายเป็นนายจ้างมีทางเลือกและต่อรองได้มากกว่า คนงานไทยก็ต่อรองไม่ได้ สภาพการจ้างก็แย่ ส่วนคนงานข้ามชาติก็ถูกทำให้ไร้อำนาจต่อรองอยู่แล้ว ก็ต้องอยู่ในสภาพนั้นต่อไป . เรื่องนี้พูดให้ชัด หากเราลดกำแพงเรื่องเชื้อชาติ มองให้เห็นจุดร่วมทางชนชั้น เราจะเห็นว่าผลประโยชน์เราถือร่วมกับใคร และใครเอาเปรียบเรา เผลอๆ เราจะเห็นชัดว่าคนที่ชนชาติเดียวกันนี่ล่ะที่เอาเปรียบกันมากที่สุด แต่ทำให้เรารู้สึกว่าชาติอื่นเขาจะมาแย่งงานบ้าง หรือมาทำลายความสงบเรียบร้อยของสังคมบ้าง . 2. ​ต่อให้เรารับรองสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้เขา เราก็ยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับความมั่นคงกำกับอยู่ดี มันไม่ได้สูญสลายไป . 3. ​ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ เป็นประเทศที่พึ่งแรงงานข้ามชาติมากกว่าเรา แต่เขาก็ให้สัตยาบัน ILO ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรองไปแล้ว ไทยพึ่งแรงงานข้ามชาติร้อยละ 6-10 ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ร้อยละ 14.6 ถึง 24.4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด และสิงคโปร์มีถึงร้อยละ 38 ถึง 40 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศ . ส่วนประเทศที่มีสวัสดิการ ประชาธิปไตย และอัตรารวมกลุ่มที่ก้าวหน้า อย่างสวีเดน สัดส่วนของผู้ที่เกิดในต่างประเทศที่อยู่ในระบบแรงงานของประเทศสวีเดนมีเกือบ 1.2 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 24% (เกือบ 1 ใน 4 ของผู้มีงานทำทั้งหมดในประเทศ) ฟินแลนด์มีสัดส่วนของแรงงานต่างชาติ (ผู้มีภูมิหลังหรือต้นกำเนิดจากต่างประเทศ) คิดเป็นประมาณ 10% หรือ 1 ใน 10 ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดในประเทศ และเดนมาร์กนั้น กระทรวงแรงงานเดนมาร์กระบุว่า สัดส่วนของแรงงานต่างชาติหรือผู้ที่ไม่ได้มีภูมิหลังจากเดนมาร์กคิดเป็นประมาณ 14% ของผู้มีงานทำทั้งหมดในเดนมาร์ก เป็นต้น . ​เราเองก็ส่งออกแรงงานของเราไปทำงานต่างประเทศ และเมื่อเทียบกัน การรวมกลุ่มเพื่อต่อรองสิทธิของเรายังน้อย ตัวอย่างเช่นแรงงานแม่บ้านจากฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานฮ่องกง เขาสามารถรวมตัวจัดตั้งได้ดี ทำให้สามารถคุ้มครองสิทธิกันและกัน จนถึงขั้นต่อรองให้ได้สภาพการทำงานที่ดีได้ . ผมจึงชวนให้มาลองทบทวนกันว่า เราเป็นใคร เรามีอะไรที่เป็นจุดร่วมผลประโยชน์ร่วมกับแรงงานข้ามชาติ ลองเช็กลิสต์ดู หากเราเห็นแล้วว่ามันตรงกันมากกว่านายทุน (ที่ต่อให้เป็นคนในชาติเดียวกับเรา) ผมเห็นว่าการสนับสนุนหรือสมานฉันท์กับแรงงานไม่ว่าชนชาติใดจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น แต่ถ้าคุณเป็นนายทุนแล้วคัดค้านอันนี้เข้าใจได้ ทว่าหากเป็นลูกจ้างหรือแรงงานด้วยกัน ขอให้ลองคิดทบทวนอีกสักครั้ง
3
67
68
5,941
Static Soliloquist retweeted
ไอ้สัสนี่ทั้งชีวิตมันจะหลอนกับเพจกูกับเครือข่ายไปตลอดชีวิตมันนั่นแหล่ะ ผ่านมา 4-5 ปียังมูฟออนไม่ได้เลยไอ้สัส กูว่าแม่งนอนกลางคืนมีละเมอชื่อเพจพวกกูบ้างละ
ช่องวันมึงไม่รู้จะสัมภาษณ์ใครแล้วเหรอไอ้สัส ถึงสัมภาษณ์ไอ้อ๊อดแล้วเอาเพจของพวกกูไปพาดพิงเรื่องเจ้บุ๋ม ไอ้อ๊อดมันเกี่ยวไรกับสมการนี้เหรอ มาเที่ยวกล่าวหาว่าคนนั้นคนนี้เป็นแอดมิน หาว่าเพจพวกกูนี่เป็นองครักษ์พิทักษ์เจ้บุ๋มว่างั้น ผู้เกี่ยวข้องแม่งมีเยอะแยะไม่ไปสัมภาษณ์ แค่คนที่สาระแนอยากจะมีบทขึ้นมาบ้างพวกมึงเสือกบ้าจี้ไปให้แสงมัน ยม พมต ไม่ถามมันบ้างล่ะคดีทุจริตหน้ากากที่ ปชช.รับเรื่องไปน่ะ ถึงไหนแล้ว ควย.
3
8
40
38,534
Static Soliloquist retweeted
สิ้นหวังแล้วประเทศกู รองผู้ว่าปราจีนบุรีบอกว่าปลาไม่ได้ตายเพราะสารพิษเพียงอย่างเดียว ตายเพราะธรรมชาติเหมือนกัน แล้วยังชวนคนให้มากินปลาด้วยนะ สุดยอดมากจริงๆ !!!!! #โหนกระแส #น้ำท่วม #อนุทิน
92
337
383
10,163
😮แล้วใครป้อนข้อมูลให้เอไอ🙄🙄 พวกชอบหาผีสางนางไม้รับผิดแทน...ในยุคสมัยใหม่ก็หาเอไอรับผิด OMG Humans are terrifying.
2
2
5
545
Static Soliloquist retweeted
กมธ.ติดตามงบฯ พินาเรื่องโควต้าหวยขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ep2
15
603
1,709
15,360
ในยุคอินเทอร์เน็ตช่วงยุค 2000s–2010s มีคนจำนวนมากที่เชื่อข้อความ ข่าวลือ หรือเรื่องเล่าส่งต่อทางอีเมลและเว็บบอร์ดเพียงเพราะ "เห็นในเน็ต" ชุมชนออนไลน์เลยสร้างมุกประชดประชันขึ้นมาโต้กลับเช่นมีมนี้ หรือมีมคำคมปลอมยอดฮิตอย่างภาพอับราฮัม ลินคอล์น พร้อมข้อความ "อย่าเชื่อทุกอย่างที่อ่านบนอินเทอร์เน็ตเพียงเพราะมีรูปกับคำพูดแปะอยู่ — อับราฮัม ลินคอล์น (1863)" เพื่อชี้ให้เห็นว่าใครจะพิมพ์อะไรลงบนอินเทอร์เน็ตก็ได้
1
3
184
มาออกกำลังกายกันค่ะ 😅
6
58
150
7,281
ทำไมช่วงนี้รัฐบาลหลายประเทศ ทั้งสแกนดิเนเวีย ยุโรป ไปจนถึงเอเชีย ถึงเริ่มแจกคู่มือเตือนประชาชนให้กักตุนอาหารแห้งและน้ำดื่มไว้ให้พอเอาชีวิตรอดได้ 72 ชั่วโมง? ในยุคที่ทุกคนเห่อ Data Center, ชิป AI, Smart City ไปจนถึงเทรนด์ควอนตัมคอมพิวเตอร์ แต่ทำไมบทสนทนาระดับความมั่นคงแห่งชาติ กลับวนลูปมาที่คำถามโบราณที่สุดว่า “ถ้าโครงข่ายพลังงานสะดุด พรุ่งนี้เราจะเอาอะไรกิน?” ออกตัวก่อนนะว่าผมไม่ได้จะมาชวนทุกคนลาออกไปทำนา ปลูกผักอินทรีย์ หรือขายฝันสโลว์ไลฟ์ แต่มุมมองนี้คือ Agrarian Realism (สัจนิยมทางเกษตร) ซึ่งมองอารยธรรมผ่านกฎฟิสิกส์และชีวภาพ ไม่ใช่ตัวเลขในตลาดหุ้นหรืองบดุลบริษัท ความจริงมีอยู่ว่า มนุษยชาติไม่เคยหนีพ้นกฎของพลังงานแสงอาทิตย์เลยแม้แต่วินาทีเดียว และเรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มจากตรงนี้... ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา มนุษย์ใช้ชีวิตด้วยระบบแดดสด ดวงอาทิตย์ส่องลงมาวันนี้ พืชสังเคราะห์แสง วัวกินหญ้า คนกินข้าว กิ่งไม้แห้งเอามาจุดไฟให้ความอบอุ่น เราถูกจำกัดด้วยเพดานพลังงานรายวัน พระอาทิตย์ให้โควตามากี่แคลอรี่ มนุษย์ก็โตได้แค่นั้น ห้ามเบิกเกิน กษัตริย์จะสร้างกองทัพแสนคนได้ แปลว่าผืนดินแถวนั้นต้องกว้างและอุดมสมบูรณ์พอจะรับแสงแดดมาแปลงเป็นข้าวเลี้ยงคนแสนคน โลกถูกตรึงไว้กับผืนดินจริง 100% แล้วจุดเปลี่ยนของเผ่าพันธุ์ก็มาถึง เมื่อเราขุดเจอถ่านหินและน้ำมันดิบ น้ำมันดิบนี้คือ "ซากแดดดองย้อนหลัง 300 ล้านปี" คือซากพืชและแพลงก์ตอนดึกดำบรรพ์นับล้านล้านตันที่ดูดซับแดดโบราณเอาไว้ แล้วถูกแรงดันใต้พิภพบีบอัดจนกลายเป็นพลังงานเหลวเข้มข้น น้ำมันดิบเพียง 1 บาร์เรล มีพลังงานเทียบเท่ากับแรงงานมนุษย์ทำงานหนัก 4.5 ปี (ราว 10,000 ชั่วโมงได้) มนุษย์เลยตัดสินใจเลิกใช้ชีวิตด้วยแดดรายวัน แล้วเราก็ปล้นเงินเก็บใต้ดินของโลก มาเผาผลาญเพื่อสร้างความเจริญแบบก้าวกระโดด เมื่อมีพลังงานมากจนล้น เราก็สร้างเครื่องจักร รถยนต์ และระบบเศรษฐกิจที่ชวนให้หลงคิดว่าเราเอาชนะธรรมชาติได้แล้ว แต่ความจริงคือ กระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า Haber-Bosch นำเอาก๊าซธรรมชาติมาสังเคราะห์เป็นปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อเร่งผลผลิตพืช ได้สร้างเรื่องสุดวิปริตที่ทำให้อะตอมไนโตรเจนราว 50% ในกล้ามเนื้อของมนุษย์ทุกคนบนโลกตอนนี้ มาจากก๊าซฟอสซิล ไม่ใช่จากดินตามธรรมชาติอีกต่อไปแล้ว เราไม่ได้กินข้าวที่โตจากดินดี ๆ อีกแล้วนะ... เรากำลังกินน้ำมันดิบที่แปลงร่างมาสนองประชากร 8 พันล้านคน ยิ่งไปกว่านั้น พืชผลมหาศาลที่เราใช้ปุ๋ยเคมีและน้ำมันปลูกขึ้นมา มนุษย์ไม่ได้กินเองโดยตรงทั้งหมดด้วยซ้ำ เพราะพื้นที่เพาะปลูกเกินครึ่งโลกใช้ปลูกพืชอาหารสัตว์ วัว หมู ไก่ ในฟาร์มอุตสาหกรรมไม่ได้และเล็มหญ้าที่โตจากแสงแดดสดๆ อีกต่อไป แต่มันถูกขังในโรงเรือนติดพัดลม กินข้าวโพดและกากถั่วเหลืองที่อาบยาฆ่าแมลง ขนส่งข้ามมหาสมุทรด้วยเรือเดินสมุทรที่ซดน้ำมัน เนื้อสัตว์ในจานของเราไม่ใช่ผลผลิตของวงจรชีวภาพ แต่คือก้อนพลังงานฟอสซิลที่ถูกกลั่นซ้ำสองผ่านกระบวนการแปลงแคลอรี่ที่สูญเปล่าไปมหาศาล เราไม่ต้องฟูมฟักดูแลจุลินทรีย์ในดินหรือรอวงจรไนโตรเจนตามธรรมชาติอีกต่อไป เพราะเราเผาก๊าซธรรมชาติต้มดึงไนโตรเจนจากอากาศมาอัดเป็นเม็ดปุ๋ย ดินที่มีชีวิตจึงถูกลดสถานะลงกลายเป็นเพียงฟองน้ำรองรับสารเคมี คิดภาพโรงงานปลูกผักแนวตั้งกลางทะเลทรายดูไบ ดินข้างนอกแห้งแล้งจนปลูกอะไรไม่ขึ้น แต่มนุษย์สร้างตึกติดแอร์ฉ่ำ ปั๊มน้ำวน เปิดไฟ LED หลอกต้นไม้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อปลูกผักสลัด ในงบการเงิน ก็ดูเหมือนจะเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่มนุษย์เอาชนะธรรมชาติ แต่ในความเป็นตริง ผักสลัดต้นนั้นไม่ได้โตมาจากดิน มันเติบโตมาจากการเผาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติทีละหยดต่างหาก และเมื่อเครื่องจักรกับสารเคมีเข้ามา ความรู้สึกและสำนึกเราก็เริ่มตัดขาดจากทรัพยากรธรรมชาติที่แท้จริง เพราะจะพังยับเยินแค่ไหน เราก็ไม่รู้สึก เพราะเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นยาชาคอยกลบความเจ็บปวดเอาไว้ ที่แสบกว่านั้นคือ มนุษย์ไม่ได้แก้ปัญหาธรรมชาติ แต่เราแค่แปลงปัญหาทางนิเวศวิทยา ให้กลายเป็นปัญหาทางวิศวกรรมและการเงิน พอน้ำจืดเหือดแห้งเพราะป่าต้นน้ำพัง เราไม่ปลูกป่า แต่ทุ่มเงินสร้างโรงกลั่นน้ำทะเลที่ซดไฟฟ้ามหาศาล พอสารเคมีฆ่าผึ้งจนสูญพันธุ์ เราก็ไม่ต้องฟื้นฟูอะไร แต่ตั้งสตาร์ทอัพทำโดรนจิ๋วบินผสมเกสรเทียม พอทุ่งหญ้าเสื่อมโทรม เราหันไปเพาะเนื้อเยื่อสังเคราะห์ในห้องแล็บที่ต้องใช้ไฟฟ้าเลี้ยงอุณหภูมิตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีไฟฟ้าใช้ มีเงินจ่ายค่าน้ำมัน คนในเมืองก็จะยังรู้สึกว่าโลกนี้สุขสบายดี ทั้งที่ความจริงเรากำลังยืนอยู่ในจุดที่เปราะบางขั้นสุด ทำไมน่ะหรอ? ก็เพราะทุกอย่างในระบบนี้แขวนอยู่บนเงื่อนไขเดียว คือกระแสพลังงานจากภายนอกต้องห้ามสะดุดแม้แต่วินาทีเดียว ลองจินตนาการตามความเป็นจริงดูว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดวิกฤตพลังงานจนไฟฟ้าดับหรือน้ำมันหยุดส่งสัก 7 ถึง 10 วัน... ไม่ต้องถึงเดือนหรอก แค่นี้ฟาร์มอุตสาหกรรมทั่วประเทศก็พังพินาศแล้ว ฟาร์มไก่ ฟาร์มหมูระบบปิดที่ขังสัตว์ไว้นับหมื่นตัว พัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่จะหยุดหมุน ในสภาพอากาศร้อน สัตว์จะขาดอากาศและช็อกความร้อนตายเกลื่อนเล้าภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แล้วอาหารสัตว์ล่ะ? สัตว์พวกนี้หาอาหารตามธรรมชาติไม่เป็น มันมีชีวิตอยู่ได้เพราะรอรถบรรทุกดีเซลขนอาหารเม็ดมาส่งตามรอบ ถ้าปั๊มน้ำมันไม่มีไฟจ่ายน้ำมัน ระบบโลจิสติกส์หยุดวิ่ง สัตว์ที่รอดจากความร้อนก็จะอดตายอยู่ดี หันมาดูพืชผลในแปลงเกษตรเคมี พืชเศรษฐกิจพวกนี้ถูกปรับปรุงพันธุ์มาจนกลายเป็น "คนติดยา" ไปแล้ว อธิบายง่าย ๆ คือมันหากินเองไม่เป็น มันรอแค่ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ที่ละลายมากับน้ำ พอไม่มีไฟฟ้าปั๊มน้ำขึ้นมารด และไม่มีปุ๋ยยูเรียอัดฉีด พืชพวกนี้จะแคระแกร็นและเหี่ยวเฉาตายคาแปลง เพราะดินข้างใต้ถูกอัดเคมีต่อเนื่องหลายสิบปีจนจุลินทรีย์และราตายหมด กลายเป็นดินดานที่ไม่มีชีวิต ดินที่ไร้ปุ๋ยเคมีจึงไม่ต่างอะไรจากก้อนกรวดที่ปลูกอะไรไม่ขึ้นอีกต่อไป ในทางกลับกัน ระบบที่ยืนอยู่บน Agrarian Realism อย่างที่ฟื้นฟูหน้าดินตามธรรมชาติ... ต้นไม้ของพวกเขาหยั่งรากลึกลงไปในดินที่มีสิ่งมีชีวิต ใบไม้ร่วงทับถมกลายเป็นปุ๋ย มีอินทรียวัตถุคอยกักเก็บความชื้นจากน้ำฝน ต่อให้โรงกลั่นน้ำมันหยุดทำงาน หรือโครงข่ายไฟฟ้าดับมืดทั้งประเทศ แดดยังคงส่องลงมา ฝนยังคงตก และผืนดินที่มีชีวิตผืนนี้ก็ยังคงสังเคราะห์พลังงาน ผลิดอกออกผลหล่อเลี้ยงชีวิตคนแถวนั้นได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอพลังงานฟอสซิลจากที่ไหน สุดท้ายแล้ว การที่เราภาคภูมิใจว่าเทคโนโลยีพาเราก้าวหน้าจนไม่ต้องง้อผืนดิน อาจเป็นเพียงการกู้ยืมพลังงานฟอสซิลมาหลอกตัวเองชั่วคราว และในวันที่กระแสพลังงานสะดุดลง นั่นแหละคือวินาทีที่เปลือกนอกอันวิจิตรของอารยธรรมไฮเทคถูกกระชากออก... และเรากลับไม่เหลืออะไรมาประทังชีวิตได้เลยแม้แต่มื้อเดียว
2
29
50
3,729
Static Soliloquist retweeted
286
13,285
76,055
767,164
จุดสามจุด. . . พบได้ทั่วไป. . . วิธีใช้มีรายละเอียดกว่าที่คิด. . . จุดสามจุด จุดจุดจุด มีชื่อทางการว่า “จุดไข่ปลา” หรือ “เครื่องหมายไข่ปลา” (ellipsis / ellipsis dots) เป็นเครื่องหมายที่พบเห็นได้บ่อยมาก ใครเขียนฟิคหรือนิยายได้ใช้แน่นอน มีวิธีใช้ 5 แบบ ดังนี้ 1. ใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าประโยคแผ่วลงและสิ้นสุดโดยที่ยังไม่ครบความ • But—oh, that music! That music! . . . • No, certainly not; on the contrary . . . I only meant . . . 2. ใช้เพื่อแสดงการครุ่นคิด พินิจพิจารณา หรือความลังเล • She could tell herself that the journey had been worthwhile . . . that every wrong turn had taught her something . . . that the destination no longer mattered . . . but she still unfolded the map each morning. • I had finally planted something and watched it grow; however small it was, it was mine . . . Now, where could I put it so it would catch the sun? • Perhaps . . . perhaps. There was still another way. 3. ใช้เพื่อแสดงว่าเราได้ละคำหนึ่งคำหรือมากกว่าในประโยคที่ยกมา • The gardener’s note offers practical advice: “Give the seedlings plenty of sunlight . . . and shelter them from strong winds.” (ประโยคเต็ม: “Give the seedlings plenty of sunlight, water them regularly, and shelter them from strong winds.”) • The review praises the novel’s restraint, noting that “its strength lies in the quiet conversations . . . rather than in dramatic events.” (ประโยคเต็ม: “its strength lies in the quiet conversations between its characters rather than in dramatic events.”) 4. ใช้สี่จุด (ellipsis + full stop) เมื่อละข้อความส่วนท้ายของประโยค โดยยังคง full stop ที่ปิดประโยคไว้ (มี space ก่อนจุดแรก) • During the station’s anniversary broadcast, the presenter read from an old railway announcement: “Passengers for the coast / Please board the waiting train . . . .” • After examining the telescope’s first images, the observer noted: “The clarity of the lunar craters exceeded our expectations . . . . Finer details . . . along the shadowed rim, remained difficult to distinguish.” 5. ใช้สี่จุด (full stop + ellipsis) เมื่อเราละเนื้อหาที่อยู่หลังประโยค แต่ข้อความที่ยกมายังไม่จบ (ไม่มี space ก่อนจุดแรก [full stop]) • The workshop guide explains why careful preparation matters. “A clean surface,” the instructor writes, “allows the paint to spread evenly and adhere properly. . . . Let each coat dry before applying the next.” . ทั้งนี้ ข้อควรระวังมี 3 ข้อ ได้แก่ 1. ไม่ควรใช้จุดไข่ปลาขึ้นต้นข้อความที่ยกมา ไม่ใช่: The festival programme describes the final performance as “. . . a procession of illuminated boats, accompanied by drums and flutes, that glides across the lake after sunset.” แต่เป็น: The festival programme describes the final performance as “a procession of illuminated boats . . . that glides across the lake after sunset.” ข้อยกเว้น: ในนิยายหรือบทพูดอาจใช้จุดไข่ปลาขึ้นต้นได้ เพื่อแสดงน้ำเสียงหรือความลังเลของผู้พูด “What were you going to say?” “. . . Nothing. Forget it.” 2. ระหว่างแต่ละจุด ต้องมี space ไม่ใช่: … แต่เป็น: . . . (ข้อนี้ tricky นิดนึง ลองไปรีเสิร์ชมาเพิ่ม มันแล้วแต่ว่ายึดสไตล์แบบไหน ของ Chicago บอกให้เว้น แต่ AP ไม่ต้องเว้น ส่วน Oxford (เท่าที่ไปเปิดมา) บอกแค่ว่ามี space หรือไม่มีขึ้นอยู่กับ สนพ. โดยไม่ได้เจาะจงว่าต้องใช้แบบไหน แต่ลองกวาดตาดูหน้าอื่น ๆ แล้ว Oxford ใช้แบบติดกัน) 3. ไม่ควรแยกจุดไข่ปลากลุ่มเดียวกันให้ไปอยู่คนละบรรทัด (ข้อนี้ต้องใช้ภาพบรรยาย แปะไว้ในเม้นละ แนบไว้ต้นโพสเดี๋ยวมันไปบีบภาพปก จะไม่สวยเอา 55555) . . . ปกติเวลาเขียนอะไรแบบนี้จะรวมเนื้อหาจากหนังสือหลาย ๆ เล่มแล้วเอามาเรียบเรียงใหม่ แต่ของเคส ellipsis นี่รู้สึกของ Chicago เขียนเคลียสุดเลยแปลมาทั้งดุ้นเลย แล้วก็ดัดแปลงตัวอย่างให้มันง่ายขึ้น (ตัวอย่างของ Chicago บางอันนี่ยากเกิน) ใครมีอะไรอยากถามเม้นมาได้เลย
1
212
430
11,455